ดนตรี/วรรณากร
ในปี 2554 เจสซี่ เจ (Jessie J) ดังเป็นพลุแตกด้วยเพลง “Price Tag” ของเธอ สาวน้อยวัย 23 ปีจากลอนดอนคนนี้กลายเป็นศิลปินหน้าใหม่ที่ใครๆ ก็จับตามอง และอัลบั้ม Who You Are ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในระดับสากล
อีกสามปีต่อมา เพลง “Bang Bang” จากอัลบั้ม Sweet Talker ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้ซิงเกิลแจ้งเกิด หลังจากนั้นเธอก็หายเงียบไปถึงสี่ปี ก่อนจะกลับมาพร้อมผลงานชุด R.O.S.E พร้อมกับสร้างความฮือฮาด้วยการไปร่วมรายการแข่งขันประกวดร้องเพลงของจีนที่ชื่อว่า Singer ซึ่งเธอสามารถคว้าตำแหน่งแชมป์มาครองได้สำเร็จ และเป็นการขยายฐานแฟนคลับในแถบเอเชียให้กว้างขวางขึ้นอย่างมาก
หากไม่นับอัลบั้มรวมเพลงคริสต์มาส This Christmas Day ที่ออกมาในปีเดียวกันกับ R.O.S.E แล้ว อัลบั้มชุด “Don’t Tease Me With A Good Time” ซึ่งเป็นผลงานล่าสุด ก็คืออัลบั้มชุดที่ 5 ของเธอที่ทิ้งช่วงจากงานชุดที่ 4 เป็นเวลายาวนานถึง 7 ปี
เราอาจเรียกอัลบั้ม Don’t Tease Me With A Good Time แบบง่ายๆ ได้ว่าเป็นอัลบั้มแนวป็อป แต่เพลงป็อปของเจสซี่ เจ ในชุดนี้มีความหลากหลายที่กลมกลืนอย่างน่าทึ่ง เธอผสมผสานทั้ง อาร์แอนด์บี (R&B), โซลและนีโอโซล (Soul & Neo Soul), โลไฟ (Lo-fi), ฟังก์ (Funk) และ ดิสโก้ (Disco) ที่เจือกลิ่นอายของดนตรีป็อปในยุคทศวรรษที่ 1980 เข้าไว้ด้วยกัน
ในบรรดาเพลงเด่น ย่อมหนีไม่พ้นซิงเกิลโปรโมตทั้งห้า ได้แก่ “Believe In Magic”, “H.A.P.P.Y”, “Living My Best Life”, “No Secrets” และ “I’ll Never Know Why” ซึ่งเพลงหลังนี้เป็นเพลงบัลลาดที่โชว์พลังเสียงร้องอันยอดเยี่ยมของเธอได้อย่างเด่นชัด เช่นเดียวกับเพลง “Colorful”
นอกจากนี้ยังมีเพลง “Threw It Away” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นภาพสะท้อนความรักของเธอในช่วงที่คบหากับดาราหนุ่ม แชนนิ่ง เททัม (Channing Tatum) และเพลง “Complicated” ที่เล่าถึงชีวิตที่ผ่านมาและประสบการณ์ในวงการดนตรีได้อย่างเพลิดเพลินผ่านดนตรีที่เรียบง่าย
ด้วยเสียงร้องที่ยังคงทำให้ผู้ฟังมั่นใจว่าเธอคือหนึ่งในนักร้องที่ยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่งของวงการ บวกกับตัวเพลงที่มีทั้งความไพเราะและเนื้อหาที่น่าติดตาม อัลบั้ม Don’t Tease Me With A Good Time จึงเปรียบเสมือนคำประกาศถึงการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีของ เจสซี่ เจ อย่างแท้จริง
ขอบคุณภาพจาก : Instagram @jessiej







