• การสิ้นพระชนม์และกำหนดการพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศล
ตามประกาศสำนักพระราชวังวันที่ 12 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงพระประชวนหมดพระสติด้วยพระอาการทางพระหทัย และทรงเข้ารับการรักษาพระองค์ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มาตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2565
จนกระทั่งตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 พระอาการได้ทรุดลงจากการติดเชื้อในพระนาภี (ช่องท้อง) จากการอักเสบของพระอันตะ (ลำไส้ใหญ่) ความดันพระโลหิตต่ำ พระหทัยเต้นผิดจังหวะ และการแข็งตัวของพระโลหิตผิดปกติ
คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ แต่พระอาการทรุดหนักลงตามลำดับ จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ด้วยพระอาการสงบ ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 19:48 น. สิริพระชันษา 47 ปี
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง
โดยพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนทั่วไปเข้าถวายน้ำสรงพระศพเบื้องหน้าพระรูป ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 08:30 น. ถึง 12:00 น. และเข้าถวายสักการะเบื้องหน้าพระรูปได้ทุกวัน เวลา 08:30 น. ถึง 16:00 น. เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน เป็นต้นไป
นอกจากนี้ยังเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ภายหลังจากการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน ตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2569 เวลา 09:00 น. ถึง 21:00 น. และพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะบุคคลและประชาชนร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระศพ ภายหลังครบ 100 วัน
• พระราชประวัติและพื้นฐานการศึกษาสู่ความเป็นปราชญ์ทางกฎหมาย
สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เป็นพระราชธิดาพระองค์โตในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทั้งยังทรงเป็นพระราชนัดดาพระองค์แรกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พุทธศักราช 2521 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
ทรงเริ่มการศึกษา ณ โรงเรียนราชินี จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษา ณ โรงเรียนฮีธฟิลด์ (Heathfield School) เมืองแอสคอต สหราชอาณาจักร ก่อนจะเสด็จกลับมาทรงศึกษาต่อระดับมัธยมปลายที่โรงเรียนจิตรลดา และทรงสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 2 และปริญญารัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1
จากนั้นเสด็จไปทรงศึกษาต่อระดับปริญญามหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตทางกฎหมาย ณ มหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา โดยทรงสำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิต (J.S.D.) พร้อมกับทรงเป็นเนติบัณฑิตไทยในปี พุทธศักราช 2548 ด้วยพระอัจฉริยภาพและความพากเพียร
• พระกรณียกิจด้านงานยุติธรรมและบทบาทนักการทูตบนเวทีโลก
ภายหลังสำเร็จการศึกษา ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ สำนักอัยการสูงสุด และทรงดำรงตำแหน่งรองอัยการจังหวัดจนถึงอัยการจังหวัดผู้เชี่ยวชาญ พระองค์ทรงเป็น "เจ้าหญิงนักการทูต" ที่ทรงมีบทบาทโดดเด่นในเวทีระดับนานาชาติ โดยในปี พุทธศักราช 2548 ทรงฝึกงานด้านการทูตพหุภาคี ณ นครนิวยอร์ก ต่อมาในปี พุทธศักราช 2551 ทรงได้รับการทูลเกล้าถวายตำแหน่งทูตสันทวไมตรีของกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM) เพื่อผลักดันการต่อต้านความรุนแรงต่อผู้หญิง
ในปี พุทธศักราช 2555 ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำคณะกรรมาธิการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย รวมถึงเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มประจำประเทศสโลวาเกียและสโลวีเนีย
นอกจากนี้ ทรงได้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุด Medal of Recognition จาก UNODC และในปี พุทธศักราช 2560 ทรงได้รับตำแหน่งทูตสันทวไมตรีของ UNODC ด้านหลักนิติธรรมและความยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญในการผลักดัน "ข้อกำหนดกรุงเทพ" (Bangkok Rules) เพื่อยกระดับสิทธิมนุษยชนของผู้ต้องขังหญิงในไทยและทั่วโลก
• โครงการในพระดำริเพื่อการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต
ด้วยพระเมตตาที่มีต่อผู้เปราะบาง ทรงริเริ่ม "โครงการกำลังใจ" เมื่อปี พุทธศักราช 2550 เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กติดผู้ต้องขัง ทั้งในด้านการฝึกอาชีพและการฟื้นฟูจิตใจ ทรงจัดตั้ง "มูลนิธินภา" (Nabha Foundation) ในปี พุทธศักราช 2557 ซึ่งเริ่มจากจุดเล็กๆ ในห้องขนาด 3x4 เมตร เพื่อให้โอกาสทางอาชีพแก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ยังทรงจัดตั้ง "สโมสรกีฬา BBG" (Bounce Be Good) เพื่อใช้กีฬาปิงปองและกีฬาอื่นๆ เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้กับเยาวชนในสถานพินิจและกลุ่มเด็กด้อยโอกาสสู่เส้นทางกีฬาอาชีพ
ในด้านการพัฒนาชุมชน ทรงริเริ่มโครงการอาหารกลางวันและแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในโรงเรียนและครอบครัว รวมถึงทรงเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เพื่อสนับสนุนประชาชนในยามทุกข์ยากจากภัยธรรมชาติ อีกทั้งยังทรงจัดตั้งทุนพัชรกิติยาภาเพื่อการศึกษากฎหมาย สำหรับผู้ที่จบเนติบัณฑิตไทยไปศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยคอร์เนล เพื่อนำความรู้กลับมาพัฒนาประเทศ
• การสถาปนาพระเกียรติยศและพระปรีชาสามารถทางทหาร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สถาปนาเฉลิมพระนามเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี พร้อมพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์
ต่อมาในวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2562 ทรงได้รับการสถาปนาพระเกียรติยศเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัตรว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา
และเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2564 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้รับโอนข้าราชการฝ่ายอัยการเป็นข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร โดยดำรงตำแหน่งเสนาธิการกองบัญชาการทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และพระราชทานยศเป็น พลเอกหญิง
พระองค์ทรงเป็นเจ้าหญิงผู้เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ทรงนำพาประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลกด้วยศักดิ์ศรีและน้ำพระทัยที่เปี่ยมด้วยพระเมตตาตลอดมา








