พระราชสำนัก

ขบวนคชสารวิจิตร 11 เชือก ถวายสักการะสมเด็จพระพันปีหลวง

แชร์ข่าว

วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568 ได้มีการจัดขบวนคชสารวิจิตรอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อถวายสักการะสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องด้วยพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ต่อการอนุรักษ์ช้างไทย การจัดขบวนครั้งนี้ริเริ่มและนำโดย วังช้างอยุธยา แล เพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีการร่วมมือกับหมอช้าง สัตวแพทย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายลายทองเหรียญ มีพันธุ์ เจ้าของวังช้าง แล เพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดงาน เปิดเผยว่า การดำเนินงานในครั้งนี้ได้มีการเตรียมการล่วงหน้ามานานนับเดือนแล้ว และมีการทำรีเสิร์ชเช่นเดียวกับการถวายสักการะในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โดยครั้งนี้ใช้ช้างงารวมทั้งหมด 11 เชือก เพื่อให้คนไทยได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระองค์ท่านได้ทรงทำไว้ตลอดพระชนม์ชีพ พระพันปีหลวงทรงมีคุณูปการต่อช้างอย่างมาก เพราะพระองค์ทรงปล่อยช้างคืนสู่ธรรมชาติหลายครั้ง ซึ่งภาพที่นำมาจัดแสดงก็เป็นภาพจริงที่พระองค์ทรงปล่อยช้างในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่ดอยผาเมือง ลำปาง หรือที่จังหวัดลพบุรี และพระองค์ยังทรงเป็นห่วงช้างทั่วประเทศ โดยจะส่งผู้แทนพระองค์ไปดูแลช้างที่เจ็บป่วย ทั้งนี้ นายลายทองเหรียญกล่าวว่าจะต้องมีการสืบสานพระราชดำริในการอนุรักษ์ช้างต่อไป

ขบวนคชสารเริ่มตั้งต้นที่บริเวณหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน โดยในเวลา 08.49 น. ช้าง 11 เชือกเริ่มเคลื่อนตัวออกจากประตู และช้างเชือกแรกที่มีลักษณะเป็นสีชมพูทั้งตัว พร้อมทั้งประดับตกแต่งด้วยวัสดุวิจิตรสวยงาม ก็เริ่มออกมาจากประตูหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนในเวลา 08.52 น. ควาญช้างได้นำรูปพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวงตั้งไว้สูงที่สุดเหนือหลังช้าง

จากนั้นในเวลา 08.59 น. ขบวนเริ่มมีการจัดตั้งอย่างเป็นระเบียบ ณ บริเวณวงเวียนหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) โดยมีประชาชนสวมชุดดำและประชาชนสวมชุดชนเผ่า เดินนำขบวนออกมาจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ขบวนประชาชนถือป้ายนำทาง โดยระบุถึงมูลนิธิช้างแห่งประเทศไทย, บ้านช้างตระกูลแสน, ปางช้างแม่ริม, ปางช้างกระบี่, สมาคมสหพันธ์ช้างไทย, ปางช้างอ่าวนาง, และบ้านช้างดูช้างดูดอย ต่อมาในเวลา 09.01 น. เสียงกลองขบวนช้างเริ่มดังขึ้นจากภายในหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เป็นสัญญาณให้ช้างเริ่มขยับ

เวลา 09.03 น. ขบวนเริ่มเคลื่อนที่สู่ถนนสนามไชยเลียบกำแพงพระบรมมหาราชวัง โดยมีประชาชนเดินนำ ช้างทั้ง 11 เชือกที่อยู่ด้านหลังขบวนถูกประดับตกแต่งด้วยเครื่องคชอาภรณ์อันวิจิตรตระการตา เพื่อสะท้อนถึงการถวายสักการะอย่างสูงสุด เครื่องประดับเหล่านี้ ได้แก่ ผ้าปกกระพอง, ตาข่ายแก้วเจียระไน, พานหน้า, ผ้าคลุมหลัง, เสมาคชาภรณ์, พู่จามรี และวลัยงา ควาญช้างเองก็สวมชุดดำที่วิจิตรสวยงามเช่นกัน

ในเวลา 09.06 น. เสียงกลองนำขบวนช้าง ซึ่งเป็นกลองจากช้างมโหรีอัญเชิญกลองคชพิชิตมาร ที่อยู่บริเวณกลางขบวนเริ่มขึ้นอีกครั้ง เสียงกลองนี้ทำหน้าที่กำหนดก้าวของช้างทุกเชือกให้ยกเท้าก้าวเดินอย่างพร้อมเพรียงกัน

ขบวนทั้งหมดเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปตามถนนเลียบกำแพงพระบรมมหาราชวัง ผ่านประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ โดยมีประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาเฝ้าชมความงดงามตลอดสองข้างทาง ขบวนเคลื่อนมาถึงประตูเทวาพิทักษ์ในเวลา 09.16 น. ก่อนที่ในเวลา 09.22 น. ขบวนช้างจะเคลื่อนมาถึงประตูสวัสดิโสภาใกล้กระทรวงกลาโหม และหยุดขบวนชั่วคราว จากนั้นจึงเลี้ยวซ้ายไปยังบริเวณประตูหน้าพระบรมมหาราชวัง ผ่านป้อมเผด็จดัสกร

เวลา 09.25 น. เริ่มมีเสียงเห่กาพย์กลอนดังขึ้น โดยมีเนื้อหาสำคัญระลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง โดยระบุถึงพระองค์ว่าเป็นเสมือน "แม่แห่งแผ่นดิน" และสะท้อนถึงความอาลัย

เวลา 09.30 น. ขบวนช้างเดินทางมาถึงประตูมณีนพรัตน์ บริเวณหน้าพระบรมมหาราชวังและหยุดลงชั่วคราว ณ จุดนี้ มีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประดิษฐานอยู่

การถวายสักการะเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในเวลา 09.33 น. ขบวนช้างเริ่มตั้งแถว เพื่อเตรียมสักการะพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ บริเวณกำแพงด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง เวลา 09.34 น. ช้างเริ่มนั่งพับเพียบที่ขาด้านหลัง เพื่อเตรียมถวายสักการะ โดยควาญช้างพนมมือและช้างได้ยกงวงขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นในเวลา 09.35 น. ช้างทั้งหมดได้ลุกขึ้น และส่งเสียงคำรามกึกก้อง โดยเสียงคำรามดังขึ้นทั้งหมด 3 ครั้ง ท่ามกลางประชาชนที่มาเฝ้าดูอย่างคับคั่ง

เวลา 09.38 น. ประชาชนในขบวนเริ่มร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างพร้อมเพรียง โดยมีเสียงปี่นำ หลังจากเพลงจบลงในเวลา 09.39 น. เสียงช้างก็ได้ดังคำรามกึกก้องขึ้นอีกครั้ง ประชาชนเริ่มนั่งลงบนพื้นถนนหน้าประตูมณีนพรัตน์

เวลา 09.41 น. ประชาชนเริ่มก้มลงกราบพร้อมกันค้างไว้นานหลายนาที จากนั้นขบวนช้างทั้ง 11 เชือกก็ได้นั่งลงทำความเคารพตาม โดยใช้ขาหลังพับเพียบและชูงวงขึ้นเหนืองาทั้งสองข้าง ยกเว้นช้างเพียงเชือกเดียวที่ประทับพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระพันปีหลวงเท่านั้นที่ยังยืนอยู่

เมื่อประชาชนลุกขึ้นยืนหลังการถวายสักการะเสร็จสิ้นในเวลา 09.43 น. ขบวนช้างเริ่มปรับแถวในเวลา 09.44 น. โดยหันหลังให้พระบรมมหาราชวังและพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ช้างทั้ง 11 เชือกยืนเรียงราย พร้อมยกงวงขึ้นเหนือหัวอย่างพร้อมเพรียงกัน เป็นภาพที่งดงาม เพื่อให้ประชาชนได้ถ่ายภาพที่ระลึก โดยมีฉากด้านหลังเป็นพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้ว ภาพเหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

หลังจากที่หยุดให้ประชาชนถ่ายรูปแล้ว ในเวลา 09.54 น. เสียงกลองขบวนช้างก็เริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เป็นสัญญาณให้เริ่มตั้งแถวเพื่อเดินทางกลับ และในที่สุด เวลา 09.56 น. ขบวนช้างทั้งหมดก็เริ่มก้าวเดินกลับไปตามเส้นทางเดิม มุ่งหน้าสู่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดน เป็นอันเสร็จสิ้นพิธีการถวายสักการะอันศักดิ์สิทธิ์ในครั้งนี้

ตลอดระยะเวลาของการดำเนินงาน ตั้งแต่การเคลื่อนตัวออกจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนในเวลา 08.49 น. จนถึงการเริ่มเดินกลับในเวลา 09.56 น. ใช้เวลาดำเนินการไปทั้งสิ้นประมาณ 1 ชั่วโมง 7 นาที

นายลายทองเหรียญ เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ช้างในประเทศไทยไม่น่าเป็นห่วงนัก เนื่องจากมีสัตวแพทย์ไปดูแลอย่างทั่วถึงในทุกภาค รวมถึงมีโรงพยาบาลของศูนย์ช้าง เช่น ที่กระบี่ ทางภาคเหนือ และสุรินทร์ ส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง โดยทำงานร่วมกับทีมแพทย์จากมูลนิธิเพื่อนช้างแห่งประเทศไทย การจัดขบวนครั้งนี้จึงนับเป็นภาพประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ที่พี่น้องชาวช้างได้นำมาถวายความเคารพต่อพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง