วันที่ 25 ต.ค.68 ปราย พันแสง นักเขียนดัง เผยแพร่บทความ เรื่อง ต้นแบบ Soft Power ไทย "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง" ผ่านเพจ "ปราย พันแสง" โดยระบุว่า ตลอดมาที่เราได้เห็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีรสนิยมการแต่งกายที่สง่างาม มีการผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์ไทยกับสไตล์สากล จากอิทธิพลวัฒนธรรมตะวันตกที่ทำให้การแต่งกายไทยดั้งเดิมค่อยๆ ถูกกลืนหายไป พระองค์จึงมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูและปรับปรุงให้เหมาะสมกับยุคสมัย
พระองค์เคยมีชื่อเสียงมากในฐานะผู้นำแฟชั่นที่เคยได้รับการยกย่องระดับโลก โดยได้รับการจารึกชื่อใน International Best Dressed List Hall of Fame ของนิตยสาร Vanity Fair ในปี พ.ศ. 2503 และติดอันดับสุภาพสตรีที่แต่งกายดีที่สุดของโลก 12 ปีซ้อนในปี พ.ศ. 2508
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร (ปัจจุบันคือกรุงเทพมหานคร) เป็นพระราชธิดาองค์โตในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ และหม่อมหลวงบัว กิติยากร
พระองค์ทรงเริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาด ในปี พ.ศ.2479 แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้งทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย
ในปี พ.ศ.2483 จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยมที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ซึ่งเป็นโรงเรียนคาทอลิกที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ต่อมา พระองค์ทรงย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ก่อนที่จะเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่โรงเรียน Pensionnat de la Jonction และ Conservatoire International de Musique ที่เมืองโลซานน์
หลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดีจักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 2493 พระองค์ทรงอภิเษกสมรสกับพระองค์ในพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสตามโบราณราชประเพณี เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 ณ วังสระปทุม และทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อ พ.ศ. 2493 และสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2568 ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร สิริพระชนมายุ 93 พรรษา
พระองค์ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมายในการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมศิลปะ วัฒนธรรม และศิลปาชีพพื้นบ้าน การออกแบบเสื้อผ้าชุดไทย และการส่งเสริมศิลปาชีพต่างๆ ซึ่งเป็นพระราชดำริที่ทำให้เอกลักษณ์ไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล
สำหรับดีไซเนอร์ตะวันตก พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ปิแอร์ บัลแมง (Pierre Balmain) นักออกแบบชาวฝรั่งเศสชื่อดังจากห้องเสื้อบัลแมง มาดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์สำหรับเสด็จเยือนต่างประเทศครั้งแรกใน พ.ศ. 2503 โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์
นอกจากนี้ ยังทรงมอบหมายให้นายฟรองซัวส์ เลอซาจ (Francois Lesage) จากสถาบันเลอซาจ (Lesage) มาดูแลงานปักลายขั้นสูงที่ผสมลวดลายไทยกับเทคนิคตะวันตก เช่น การปักลูกปัด เลื่อม คริสตัล และดิ้นโลหะ นายอีริก มอร์เทนเซน (Eric Mortensen) นักออกแบบชาวเดนมาร์กที่ทำงานให้ห้องเสื้อบัลแมงและต่อมาที่ฌอง-หลุยส์ แชร์เรร์ (Jean-Louis Scherrer) ก็ได้รับพระราชทรัพย์ให้ดูแลการตัดเย็บฉลองพระองค์ โดยตามเสด็จอย่างใกล้ชิดและให้คำแนะนำด้านสไตล์ตะวันตกที่เหมาะสมกับภารกิจต่างประเทศ เช่น ชุดราตรีจากผ้าไหมมัดหมี่ตกแต่งด้วยเลื่อมและคริสตัลใน พ.ศ. 2522 ชุดไทยบรมพิมานสีน้ำตาลสำหรับพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาใน พ.ศ. 2532 และชุดราตรีสีม่วง-ดำจากผ้าไหมบุรีรัมย์ใน พ.ศ. 2535 สำหรับงาน UNICEF
การจ้างดีไซเนอร์ชื่อดังเหล่านี้ช่วยยกระดับฉลองพระองค์ให้งดงาม สวมใส่สะดวก (เช่น ใช้ซิปและรูปทรงนาฬิกาทราย) และเหมาะกับการเดินทางยาวนาน โดยผสมผสานผ้าไหมไทยเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทย
การออกแบบเสื้อผ้าชุดไทย
พระองค์ได้สร้างสรรค์ชุดไทยพระราชนิยม จำนวน 8 ชุด เพื่อเป็นชุดประจำชาติสำหรับสตรีไทย โดยทรงศึกษาจากประวัติศาสตร์และเอกสารโบราณ แล้วนำมาประยุกต์ให้ร่วมสมัย สง่างาม และเหมาะกับโอกาสต่างๆ เช่น การเสด็จเยือน 14 ประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2503-2504)
ชุดเหล่านี้ใช้ผ้าไทยพื้นบ้าน เช่น ผ้ายกทอง ผ้าไหมมัดหมี่ และปักลายไทย โดยปรับให้สวมใส่สะดวก เช่น ติดตะขอแทนจีบแบบโบราณ ชุดทั้ง 8 ชุดพระราชทานชื่อตามพระที่นั่งและพระตำหนักในพระบรมมหาราชวังและพระราชวังดุสิต ดังนี้
- ชุดไทยเรือนต้น เป็นสไตล์พื้นบ้าน เสื้อแขนกระบอกคอแบบชาวบ้าน นุ่งผ้าซิ่น
- ชุดไทยจักรี เป็นสไตล์ร่วมสมัย จับเดรปเปิดไหล่ห่มสไบยาว นุ่งจีบแบบกระโปรงตะวันตก
- ชุดไทยจักรพรรดิ เป็นชุดใหญ่ชั้นสูง มีสะพักปักเย็บและเครื่องประดับโบราณ
- ชุดไทยอมรินทร์ เน้นความสง่างามประยุกต์โบราณ
- ชุดไทยศิวาลัย เน้นความเรียบหรู เหมาะโอกาสทางการ
- ชุดไทยบรมพิมาน มีความอลังการสมพระเกียรติ
- ชุดไทยจิตรลดา เป็นชุดสไตล์กึ่งชาวบ้าน แต่สามารถสวมใส่ทางการได้
- ชุดไทยดุสิต เป็นเสื้อเข้ารูปคอเว้า นุ่งผ้าจีบปักประดับตระการตา คนจำนวนมากใช้เป็นชุดวิวาห์
ชุดเหล่านี้กลายเป็นต้นแบบชุดประจำชาติที่ใช้ในนาฏศิลป์ การประกวดนางงาม และอุตสาหกรรมแฟชั่น โดยพระองค์ทรงสวมใส่ในพระราชกรณียกิจต่างประเทศ จนได้รับการชื่นชมจากสื่อนานาชาติ และช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์‘สยาม’เป็น’ประเทศไทย‘ที่่มีเอกลักษณ์ตัวตนชัดเจนในยุคสงครามเย็น
พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมไทย โดยเฉพาะรสนิยมการแต่งกายชุดไทยพระราชนิยมและการฟื้นฟูศิลปาชีพ ทำให้พระองค์ทรงเป็นต้นแบบของ Soft Power ไทยอย่างแท้จริง ได้ช่วยเผยแพร่เอกลักษณ์ไทยสู่สายตานานาชาติอย่างสง่างาม
การผสมผสานความเป็นไทยกับสไตล์สากล เช่น การใช้ผ้าไหมไทยในชุดราตรีที่ออกแบบโดยดีไซเนอร์ตะวันตก ทำให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นที่ยอมรับในระดับโลก สร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัยแต่คงรากเหง้า
นอกจากนี้ การส่งเสริมศิลปาชีพ เช่น ผ้ามัดหมี่และงานหัตถกรรม ยังสร้างโอกาสเศรษฐกิจให้ชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหัวใจของ Soft Power ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นพลังในการเชื่อมโยงและสร้างอิทธิพล พระราชดำริของพระองค์จึงเป็นแรงบันดาลใจให้วงการแฟชั่น ศิลปะ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยเติบโตในเวทีโลกมาจนถึงปัจจุบัน
นอกเหนือจากรสนิยมการแต่งกายและการส่งเสริมศิลปาชีพต่างๆ ยังมีตัวอย่าง Soft Power อื่นๆ ของพระองค์ยังมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
- การฟื้นฟูและเผยแพร่นาฏศิลป์ไทย พระองค์ทรงสนับสนุนการอนุรักษ์และเผยแพร่นาฏศิลป์ไทย เช่น โขนและระบำพื้นบ้าน โดยทรงพระราชทานแนวทางให้ปรับปรุงการแสดงให้เหมาะสมกับยุคสมัยและเข้าถึงผู้ชมสากล เช่น การนำโขนไปแสดงในงานวัฒนธรรมระหว่างประเทศในยุโรปและสหรัฐอเมริกาในช่วง พ.ศ. 2503-2504 การแสดงเหล่านี้ช่วยให้ศิลปะการแสดงไทยกลายเป็นสัญลักษณ์ของความงดงามและความประณีต สร้างความประทับใจและชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะชาติที่มีมรดกวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า
- การส่งเสริมผ้าไหมไทยในเวทีโลก พระองค์ทรงผลักดันให้ผ้าไหมไทย โดยเฉพาะผ้าไหมมัดหมี่และผ้ายกทอง เป็นที่รู้จักในวงการแฟชั่นสากล ผ่านการทรงฉลองพระองค์ในงานพระราชพิธีและการเสด็จเยือนต่างประเทศ เช่น การสวมชุดไทยจักรีที่ตัดเย็บจากผ้าไหมมัดหมี่ในงานเลี้ยงพระราชทานที่สหรัฐอเมริกาใน พ.ศ. 2503 ซึ่งได้รับการยกย่องจากสื่อตะวันตกว่างดงามและมีเอกลักษณ์ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงสนับสนุนให้ดีไซเนอร์สากลใช้ผ้าไหมไทยในการออกแบบ ซึ่งช่วยยกระดับผ้าไทยให้เป็นที่ต้องการในตลาดโลก และสร้างรายได้ให้ชุมชนท้องถิ่น
- การอนุรักษ์และส่งเสริมงานหัตถกรรมพื้นบ้าน ผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ (ก่อตั้ง พ.ศ. 2519) พระองค์ทรงฟื้นฟูงานหัตถกรรมที่เกือบสูญหาย เช่น การทอผ้าปาเต๊ะในภาคใต้ การสานตะกร้าจากย่านลิเภา และการปั้นเครื่องปั้นดินเผา โดยทรงพระราชทานแนวคิดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ เช่น การออกแบบกระเป๋าผ้าทอหรือเครื่องประดับจากวัสดุพื้นบ้านที่สามารถส่งออกได้ งานหัตถกรรมเหล่านี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความคิดสร้างสรรค์และฝีมือช่างไทย ทำให้ต่างชาติชื่นชมและยอมรับในคุณภาพ
- พระองค์ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาการเกษตรและส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากชุมชน เช่น การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในภาคอีสาน ซึ่งไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรมีรายได้จากการทอผ้าไหม แต่ยังสร้างภาพลักษณ์ของวิถีชีวิตไทยที่ยั่งยืนและกลมกลืนกับธรรมชาติ โครงการเหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ในเวทีระหว่างประเทศ เช่น งานแสดงสินค้าหัตถกรรมในยุโรปช่วง พ.ศ. 2520-2530 ซึ่งช่วยให้ต่างชาติเห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการพัฒนาที่ยั่งยืน
- พระองค์ทรงมีบทบาทในการส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การปลูกป่าและการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นถิ่น ซึ่งสะท้อนผ่านโครงการศิลปาชีพที่ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน เช่น การใช้ย่านลิเภาหรือใบลานในการสานงานหัตถกรรม การรณรงค์เหล่านี้ช่วยสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะชาติที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็น Soft Power ที่สอดคล้องกับกระแสโลกในยุคปัจจุบัน
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเป็นสัญลักษณ์ของความสง่างามในฐานะผู้นำหญิงที่ทรงอิทธิพลในเวทีโลก จากการเสด็จเยือนต่างประเทศพร้อมพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้สร้างภาพลักษณ์ของราชินีที่ทรงทั้งพระปรีชาและความอ่อนโยน ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะชาติที่มีผู้นำที่ทรงคุณค่า สื่อตะวันตก เช่น นิตยสาร TIME และ Vogue สมัยนั้น มักกล่าวถึงพระองค์ในฐานะ Queen of Elegance ซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์อันดีของไทย
พระราชกรณียกิจเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย แต่ยังทำให้วัฒนธรรมไทยกลายเป็นที่รู้จักและชื่นชมในระดับสากล
โดยเฉพาะในยุคปัจจุบัน ที่ Soft Power กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพลของชาติ
การที่พระองค์ทรงเป็นผู้ริเริ่มนำวัฒนธรรมพื้นบ้านมาประยุกต์ให้ทันสมัยและเข้าถึงผู้คนทั่วโลกได้กลายเป็นต้นแบบให้กับวงการศิลปะ แฟชั่น และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยในปัจจุบัน
เช่น การที่ผ้าไหมไทยและงานหัตถกรรมถูกนำไปใช้ในแบรนด์แฟชั่นระดับโลก
หรือการที่โขนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO ใน พ.ศ. 2561 ก็ล้วนมีรากฐานมาจากพระราชดำริของพระองค์ทั้งสิ้น








