กลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด และตัวแทนชาวบ้าน 2 อำเภอที่บุรีรัมย์ กว่า 500 คน รวมตัวฮือค้านโรงงานน้ำตาล-โรงไฟฟ้าชีวมวล หวั่นสร้างมลพิษกระทบความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม จี้ผู้ว่าฯ ยกเลิกเวทีรับฟังความเห็น ค 1 ชี้บิดเบือนข้อมูลกำลังผลิตเปลี่ยนจาก 54 เป็น 65 เมกะวัตต์ ตั้งคำถามพื้นที่ส่วนใหญ่ทำนา เหตุใดจึงเลือกสร้างโรงงานน้ำตาล นอภ.รับเรื่องเสนอผู้ว่าฯ พิจารณาตามขั้นตอน
วันที่ 24 ส.ค.69 กลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด นำโดยนายสิริศักดิ์ สะดวก ที่ปรึกษากลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด, นายสมพงษ์ สงกูล กรรมการกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด, นายชัยพร มลิวรรณ ผู้ใหญ่บ้าน ม.10 บ้านโคกปราสาท ต.หนองปล่อง พร้อมตัวแทนชาวบ้าน และผู้สูงอายุ จากอำเภอชำนิ และอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ประมาณ 500 คน ได้รวมตัวกันบริเวณหน้าโรงเรียนชำนิพิทยาคม ก่อนถือป้ายข้อความคัดค้านและเดินเท้าเป็นขบวนไปยังที่ว่าการอำเภอชำนิ เพื่อยื่นหนังสือผ่านนายอำเภอชำนิ ถึงผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านโครงการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลขนาดกำลังการผลิต 20,000 ตันอ้อยต่อวัน และโรงไฟฟ้าชีวมวล ในพื้นที่ตำบลหนองปล่อง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์
พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและยกเลิกกระบวนการรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 หรือ (ค.1) หลังกลุ่มชาวบ้านตั้งข้อสังเกตถึงข้อมูลโครงการที่มีการเปลี่ยนแปลงกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าชีวมวล ที่ก่อนหน้านี้บริษัทที่ปรึกษาได้นำเสนอข้อมูลว่า โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 54 เมกะวัตต์ และมีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2568 แต่ต่อมามีข้อมูลว่าจะปรับเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 65 เมกะวัตต์ ทำให้ชาวบ้านตั้งคำถามว่า เหตุใดจึงมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของโครงการ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นและนำเสนอข้อมูลต่อประชาชนไปแล้ว
จากกรณีดังกล่าว กลุ่มโอโซนรักบ้านเกิดจึงมองว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา อาจมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสและความครบถ้วนของข้อมูล เนื่องจากประชาชนได้รับทราบข้อมูลกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าที่ 54 เมกะวัตต์ แต่ต่อมากลับมีการแจ้งปรับเพิ่มเป็น 65 เมกะวัตต์ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง และทบทวนการดำเนินการก่อนที่จะมีการเดินหน้าจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งต่อไป
ชาวบ้านยังแสดงความกังวลว่า หากมีการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งฝุ่นละออง มลพิษจากโรงงาน น้ำเสีย การใช้ทรัพยากรน้ำ การจราจรของรถบรรทุกอ้อย และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชนในระยะยาว เนื่องจากพื้นที่ก่อสร้างอยู่ใกล้แหล่งน้ำลำปะเทีย พื้นที่การเกษตร และชุมชน
จากข้อมูลทราบว่า ผู้ประกอบการได้กว้านซื้อที่ดินในพื้นที่ไปแล้วกว่า 1,000 ไร่ และยังมีความพยายามเดินหน้าจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 ทั้งที่ประชาชนจำนวนมากยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อมูลจากเวทีครั้งที่ 1 และยังไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้างโครงการดังกล่าว
ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้คัดค้านยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเลือกพื้นที่ก่อสร้างโรงงานน้ำตาล โดยมองว่า พื้นที่บริเวณอำเภอชำนิและพื้นที่ใกล้เคียงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ทำนา ไม่ใช่แหล่งปลูกอ้อยหลัก จึงอยากทราบว่าทำไมผู้ประกอบการจึงเลือกสร้างโรงงานน้ำตาลขนาดใหญ่ในพื้นที่ดังกล่าว จึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐรับฟังเสียงของชาวบ้านและนำข้อกังวลทั้งหมดไปพิจารณา ก่อนตัดสินใจเดินหน้าโครงการต่อไป หากเป็นไปได้ก็อยากให้ยกเลิกโครงการก่อสร้างทั้งโรงงานน้ำตาล และโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับชาวบ้าน
ขณะที่ นายโชคชัย สว่างรัตน์ นายอำเภอชำนิ กล่าวภายหลังรับหนังสือจากตัวแทนชาวบ้านว่า หลังจากรับหนังสือจากตัวแทนชาวบ้านและกลุ่มโอโซนรักบ้านเกิด เกี่ยวกับการคัดค้านสร้างโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งก็จะได้ส่งเรื่องไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อพิจารณาตามกระบวนการขั้นตอน ส่วนกรณีที่ชาวบ้านตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับกำลังผลิตที่เปลี่ยนจาก 54 เป็น 65 เมกะวัตต์ เป็นการชี้แจงรายละเอียดในการประชุมพูดคุยความก้าวหน้า เวทีรับฟังความเห็นครั้งที่ 1 ไม่ได้เอกสารทางราชการหรือการอนุมัติแต่อย่างใด ส่วนที่ชาวบ้านเรียกร้องให้ยกเลิกเวที ค 1 นั้น ก็เป็นอำนาจของคณะกรรมการระดับจังหวัด ทางอำเภอไม่มีอำนาจที่จะยกเลิกได้








