โผล่มาอีกเด็กวัย 15 เหยื่อเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาเตรียมทหาร สุดช็อคลงโทษเด็กสุดพิสดารถูกล็อคตัวใส่กุญแจเหมือนตำรวจ ผ้าคลุมหัวราดน้ำ ขู่ทำปุ๋ยและยัดยา เด็กเข้าติวในโรงเรียนฯบางรายถูกลงโทษเอากางเกงในคลุมศีรษะเป็นอาทิตย์ ผู้ปกครองร้องหลังเคยแจ้งความ 9 เดือนแล้วคดีไม่คืบหน้า แม่ลั่นไม่ยอมความเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
วันที่ 22 ส.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีข่าวฉาวสถาบันกวดวิชาเตรียมทหารในพื้นที่ จ.อุดรธานี หลังมีผู้ปกครองพาลูกชายหลายรายออกมาเปิดเผยพฤติกรรมที่อ้างว่าถูกกระทำทารุนภายในสถาบันทั้งบังคับเสพกัญชา ขู่รีดเงิน และสั่งลงโทษให้ได้รับความอับอายในที่สาธารณะ อย่างมีเด็กรายหนึ่งถูกลงโทษเอากางเกงในคลุมหัวเป็นเวลา 1 อาทิตย์ ขณะที่เจ้าของสถาบันกวดวิชาได้ออกมาโต้ร่ำไห้บอกว่าเรื่องราวทั้งหมดไม่เป็นความจริง ทางศึกษาธิการจ.อุดรธานี ตรวจสอบไม่มีใบอนุญาตจึงปิดชั่วคราว
ล่าสุด น.ส.ต่าย พร้อมลูกชายนายเปาเปา (นามสมมติ) อายุ 15 ปี ออกมาเปิดเผยเรื่องราวที่อ้างว่าเคยเจ้าของโรงเรียนกวดวิชาเตรียมทหารและเพื่อนร่วมก๊วนกักตัว ทำร้ายร่างกายทารุณกรรมเยี่ยงนักโทษ และข่มขู่จะเอาชีวิต ทั้งที่ไม่ได้เป็นนักเรียนของสถาบันดังกล่าว โดยครอบครัวระบุว่าได้เข้าแจ้งความไว้กับพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี ตั้งแต่วันที่31มกราคม2569นานกว่า 9 เดือนจนถึงขณะนี้คดีไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากครอบครัวเดินทางไปต่างประเทศเพราะกลัวคำข่มขู่
นายเปาเปา อายุ15ปี เล่าว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นช่วงเวลาประมาณ22.00-22.30น. ของวันที่เกิดเหตุเมื่อปลายเดือนม.ค.69 ขณะนั้นตนโทรศัพท์หา “กวิน” (นามสมมติ) เพื่อนสนิทสมัยประถม ซึ่งกำลังเรียนอยู่ที่สถาบันกวดวิชา เพื่อชวนออกไปกินข้าว เมื่อเดินทางไปถึง เพื่อนบอกให้มุดช่องประตูม้วนเข้าไป แต่ตนปฏิเสธและยืนรออยู่ด้านนอก เพื่อเรียกให้เพื่อนออกมา
จากนั้นมีชายร่างใหญ่ ซึ่งทราบว่าเป็นพ่อของเพื่อน เดินลงมาจากรถที่จอดอยู่ฝั่งตรงข้าม ก่อนเข้าล็อกแขนตนเองและพาเข้าไปภายในอาคารซึ่งขณะนั้นค่อนข้างมืด จากนั้นชายที่อ้างว่าเป็นครูและเจ้าของสถาบันถือกระบองเข้ามา ก่อนกล่าวหาว่าตนบุกรุก และสั่งให้ถอดเสื้อผ้า นอนลงกับพื้น พร้อมใช้สายเคเบิลไทร์รัดนิ้วโป้งทั้งสองข้างไขว้ไว้ด้านหลัง
นายเปาเปา บอกอีกว่า อ้างว่า ต่อมาถูกลากไปบริเวณหน้าห้องน้ำ ขณะพยายามดิ้นจนสายรัดเริ่มหลุด เจ้าของสถาบันกวดวิชาและพ่อของเพื่อนสั่งให้นักเรียนภายในสถาบันไปนำกุญแจมือมาใช้แทน จากนั้นนำผ้ามาคลุมใบหน้า ก่อนตักน้ำราดใส่หน้าหลายครั้ง และใช้สายฉีดชำระฉีดใส่ใบหน้า ทำให้หายใจไม่ออกและสำลักน้ำ
นอกจากนี้ นายเปาเปาบอกอีกว่า รถจักรยานยนต์ของตนถูกเจาะยาง พร้อมถูกข่มขู่หลายลักษณะ ขู่จะยัดยาด้วย รวมถึงขู่ว่าจะยิงและนำร่างไปทำเป็น “ปุ๋ยมะม่วง” และยัดใส่กระเป๋าเดินทาง อีกทั้งยังถูกบังคับให้นำมือไปคลุกฝุ่นและป้ายตามห้อง เพื่อทำให้มีลักษณะคล้ายเป็นหลักฐานว่าตนเข้ามาขโมยของ ก่อนปล่อยตัว นายเปาเปาอ้างว่าถูกบังคับให้ดื่มน้ำสีขาวขุ่น รสชาติขมอย่างมาก พร้อมถูกข่มขู่ว่าไม่ให้ไปแจ้งความ หากแจ้งจะถูกแจ้งกลับในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด ทำให้เจ้าตัวสงสัยว่าอาจมีการนำสิ่งอื่นผสมในเครื่องดื่ม อย่างไรก็ตาม ประเด็นดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจสอบและต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อยืนยันข้อเท็จจริง พอเขาปล่อยตัวออกมานายเปาเปาขี่รถจักรยานยนต์กลับไปหาน้าสาว ก่อนเข้าน้าพาแจ้งความกับพนักงานสอบสวน โดยตำรวจได้บันทึกและถ่ายภาพร่องรอยบาดเจ็บ รวมถึงร่องรอยจากการถูกกุญแจมือไว้เป็นหลักฐาน และประสานแม่ซึ่งทำงานอยู่ประเทศให้รับทราบเรื่อง
ด้านนางต่าย (นามสมมติ) อายุ45ปี แม่ของนายเปาเปา เล่าว่า ขณะเกิดเหตุทำงานอยู่ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อได้รับโทรศัพท์จากลูกชายและทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น รู้สึกตกใจและช็อคมากและเป็นห่วงความปลอดภัยอย่างมาก จึงสั่งให้น้าชายพาลูกเข้าแจ้งความและตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทันที
หลังเกิดเหตุในช่วงเดือนมกราคม คดีไม่มีความคืบหน้า อีกทั้งโรงเรียนที่ลูกชายเรียนอยู่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับสถาบันกวดวิชา ทำให้ต้องผ่านบริเวณดังกล่าวและมีโอกาสพบคู่กรณีอยู่เป็นประจำ ด้วยความกังวลเรื่องความปลอดภัย จึงตัดสินใจให้ลูกหยุดเรียนและพาเดินทางไปพักที่ประเทศเกาหลีใต้ในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษายนทันที
“พอลูกโทรมาเล่า เราโมโหมาก ถ้าตอนนั้นลูกไม่รอดก็คือไม่รอดเลย ด้วยความกลัวว่าเขาจะมาทำอันตรายลูก เพราะโรงเรียนอยู่ตรงข้ามกัน ยังไงก็ต้องเจอ เราเลยให้เขาหยุดไปโรงเรียน แล้วพอปิดเทอมเมษายนก็รีบพาลูกบินหนีไปเกาหลีทันที” แม่กล่าว
แม่ของนายเปาเปา กล่าวอีกว่า ครอบครัวเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และเมื่อเห็นข่าวผู้เสียหายรายอื่นออกมาเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันกวดวิชาแห่งเดียวกัน จึงเชื่อว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกชายอาจมีลักษณะเชื่อมโยงกัน จึงตัดสินใจเดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุดรธานี เพื่อติดตามความคืบหน้าของคดี และนำข้อมูลมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชน
สำหรับคดีดังกล่าว ครอบครัวของนายเปาเปาและผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.เมืองอุดรธานี ตั้งแต่วันที่31ม.ค.69โดยก่อนหน้านี้การดำเนินการมีข้อจำกัด เนื่องจากไม่สามารถติดต่อผู้เสียหายได้ ขณะที่ครอบครัวเดินทางไปต่างประเทศ เบื้องต้น พนักงานสอบสวนชี้แจงว่า หลังจากครอบครัวกลับประเทศไทย จะสอบปากคำนายเปาเปาและผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอย่างละเอียด รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมาย
ทั้งนี้ แม่ของนายเปาเปา ยืนยันว่าจะไม่เจรจาไกล่เกลี่ยหรือยอมความ และเตรียมร่วมกับผู้ปกครองของผู้เสียหายรายอื่นติดตามการดำเนินคดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้องต่อไป








