วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ จ.นครปฐม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยนายศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร และหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจติดตามการแก้ไขปัญหาตามข้อร้องเรียนของชาวบ้านกรณีได้รับกลิ่นเหม็นรบกวนจากโรงงานอลูมิเนียมดรอสที่หยุดประกอบกิจการและไม่มีผู้ดูแล ในพื้นที่หมู่ที่ 13 ถนนโพรงมะเดื่อ-บ้านไร่ ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม โดยมีนายอนุชา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ส.ส.นครปฐม นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม นายโชติพงศ์ เปล่งวิทยา นายอำเภอเมืองนครปฐม นายพิทักษ์พล ตันกิตติวัฒน์ นายกเทศบาลตำบลโพรงมะเดื่อ พ.ต.อ.สถิตย์ คงเนียม ผกก.สภ.โพรงมะเดื่อ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับละนำชมพื้นที่ดังกล่าว
โดยโรงงานแห่งนี้เป็นโรงงานที่ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และครอบครองตะกรันอลูมิเนียมซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 โดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยให้ระงับการกระทำที่ฝ่าฝืน และอายัดสิ่งของที่อยู่ภายในและภายนอกอาคารโรงงานทั้งหมด ซึ่งสำนักงานอุตสาหกรรมนครปฐม (สอจ.นครปฐม) และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการยึดอายัดสิ่งของที่อยู่ภายในและภายนอกอาคารโรงงานทั้งหมดแล้ว พร้อมทั้งติดประกาศการยึดอายัดไว้บริเวณอาคารโรงงาน โดยต่อมาอลูมิเนียมดรอสของกลางที่ถูกอายัดเริ่มมีการรั่วซึม เกิดกลิ่นเหม็นเป็นระยะ และส่งผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ รวมถึงมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากเพลิงไหม้ รมว.อุตสาหกรรม จึงลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วยตนเองอย่างเร่งด่วน เพื่อหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และหาแนวทางสั่งการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
จากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ พบว่าปัจจุบันไม่มีการประกอบกิจการ ไม่พบคนงานหรือผู้ดูแล เข้าข่ายเป็นอาคารร้าง ภายในอาคารพบการติดตั้งเครื่องจักรที่ใช้สำหรับประกอบกิจการหลอมหล่อตะกรันโลหะ มีเตาหลอมจำนวน 2 ชุด มีการติดตั้งระบบบำบัดมลพิษทางอากาศซึ่งไม่อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ และอาคารด้านหลังพบถุงบิ๊กแบ็คบรรจุกากอุตสาหกรรมคาดว่าเป็นตะกรันอลูมิเนียมซึ่งเป็นวัตถุดิบในการหลอม นอกจากนี้พบว่ามีการวางกองเก็บถุงบิ๊กแบ็คดังกล่าวภายนอกอาคารด้วย รวมประมาณ 8,258 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 12,387 ตัน ตัวอาคารเริ่มมีสภาพชำรุดและหลังคารั่วบางจุด ทำให้น้ำฝนรั่วซึมลงสู่กองอลูมิเนียมดรอสและมีการรั่วซึม ซึ่งอลูมิเนียมดรอสเป็นกากที่เกิดจากกระบวนการหลอมหรือรีไซเคิลอลูมิเนียม และจัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 เมื่อสัมผัสความชื้นหรือน้ำ อาจปล่อยก๊าซพิษและก๊าซไวไฟ มีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้หรือการระเบิด และอาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้
จากกรณีดังกล่าว แนวทางการดำเนินการเบื้องต้น สอจ.นครปฐม จะทำหนังสือถึงพนักงานสอบสวน เพื่อขอความเห็นว่ามีความจำเป็นต้องเก็บอลูมิเนียมดรอสไว้เป็นของกลางในการดำเนินคดีหรือไม่ หากไม่มีความจำเป็น ให้ดำเนินการสั่งการตามมาตรา 52 ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย แจ้งเจ้าของโกดังหรือเจ้าของที่ดินขนย้ายและทำลายอลูมิเนียมดรอสตามหลักวิชาการ และเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ถ้าเจ้าของโกดังและเจ้าของที่ดินไม่ยินยอมหรือไม่ดำเนินการตามกำหนดเวลา ให้ใช้กฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองเข้าไปดำเนินการแทน และเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้กระทำผิดในภายหลัง
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการลงดูพื้นที่ดังกล่าวสิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือหากเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาก็จะเป็นปัญหาใหญ่ซึ่งตอนนี้เรามาดูกันหากันก็เพื่อเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวขึ้น ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการการอุตสาหกรรมได้แจ้งว่านอกจากที่นครปฐมก็มีที่จังหวัดชลบุรีและก็มีอีกหลายแห่งที่มีกรณีอย่างเกิดขึ้น ซึ่งเช่นกรณีนี้เป็นสารเคมีที่มีความเป็นเป็นอันตรายหากมีการได้รับการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่และมีการบริหารจัดการทำลายได้อย่างถูกวิธีก็จะเป็นสิ่งที่ควรจะเร่งทำ ส่วนข้อกฎหมายต่างๆที่เกิดขึ้นว่าเจ้าของโรงงานหรือผู้ประกอบการใดนั้นนั้นที่มีคดีความก็ให้ดำเนินตามขั้นตอนตามกฎหมายต่อไป
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมดังกล่าวต่อไปว่า ยังเคส นี้เบื้องต้นเราดูแล้วว่าหากเป็นไปได้ช่วงก่อนสิ้นปีนี้ถ้าเราเคลื่อนย้ายได้เราก็อยากจะเคลื่อนย้ายออกไปจากพื้นที่เสียก่อน แต่ในหลายหลายพื้นที่เนี่ยเราต้องดูงบประมาณในการเคลื่อนย้ายว่าจะต้องต้องใช้งบประมาณมากน้อยแค่ไหน ซึ่งก็ถือว่าจะต้องมีการหางบประมาณมาให้ได้เสียก่อนซึ่งสุดท้ายแล้วแม้ว่าผู้ประกอบการจะต้องเป็นผู้จ่ายเงินดังกล่าวแต่ระยะเวลาที่จะต้องดำเนินการอาจจะทำให้ติดติดขัดในเรื่องโครงการเคลื่อนย้ายได้
ด้านนายศุภโชค ศรีสุขจร ประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าสำหรับกรณีนี้เป็นเรื่องการ้องเรียนจากชาวบ้านที่เกิดขึ้น ซึ่งตั้งแต่ปี 67 ซึ่งกรมโรงงานได้มีการสั่งการให้ระงับเรื่องนี้ไปแล้ว แต่หลังจากนั้นได้เกิดปัญหา ซึ่งเกิดปัญหาคืออลูมิเนียมดรอส ซึ่งเป็นสารอันตราย ซึ่งในข้อกฏหมายคือจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ทำให้ผู้ประกอบการหลายที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องเป็นการฝากไว้ ให้กับท้องถิ่นและท้องที่ต่างๆช่วยกันเป็นหูเป็นตา ในส่วนของผมที่อยู่ในตำแหน่งของประธานกรรมาธิการการอุตสาหกรรมก็จะนำเรื่องนี้ไปหารือและประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรมต่อไปและหวังว่าเคสนี้จะเป็นเคสสุดท้ายที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากอุตสาหกรรม
สำหรับกรณีดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการผลักดันการปรับปรุงพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 ฉบับใหม่ เพื่อให้ผู้ประกอบกิจการต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการป้องกันและเยียวยาความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม ตามหลัก “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle: PPP) ไม่ให้ภาระในการแก้ไขปัญหาถูกผลักไปยังประชาชนหรือภาครัฐ แนวทางสำคัญ ได้แก่ การกำหนดให้โรงงานบางประเภทที่มีความเสี่ยงสูงต้องวางหลักประกันเพื่อใช้เยียวยาความเสียหายเบื้องต้นต่อบุคคล ทรัพย์สิน และสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหากากอุตสาหกรรม การลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ในการอนุมัติอนุญาต และการเพิ่มอัตราโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยกระทรวงฯ จะเร่งรัดผลักดันร่าง พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.กากอุตสาหกรรม เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐสภาตามขั้นตอนโดยเร็ว








