วันที่ 22 ส.ค. 69 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งเดินหน้าฟื้นฟูจังหวัดน่านหลังสถานการณ์อุทกภัย โดยระดมกำลังคน เครื่องจักร และงบประมาณจากทุกหน่วยงานเข้าพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอปัวซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก เพื่อเร่งจัดการดินโคลน ทำความสะอาดบ้านเรือน ฟื้นฟูเส้นทาง และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมตั้งเป้าผลักดันภารกิจฟื้นฟูพื้นที่ปัวให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน
เมื่อช่วงเย็นวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัดน่าน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานการประชุมสรุปสถานการณ์และติดตามการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีนายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมประชุมผ่านระบบ Video Conference โดยที่ประชุมได้วางกรอบเร่งรัดภารกิจฟื้นฟูในหลายด้าน ดังนี้
1. ดึง “ทหารช่าง–เครื่องจักรหนัก” เร่งฟื้นปัวให้จบใน 7 วัน
รัฐบาลเตรียมระดมกำลังทหารเข้ามาเสริมภารกิจของ ปภ. และหน่วยงานในพื้นที่ โดย นายยศชนัน เสนอให้นำแนวทางการระดมกำลังฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยในอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย มาปรับใช้กับอำเภอปัว เนื่องจากพื้นที่ได้รับความเสียหายหนักและมีผู้สูงอายุอาศัยอยู่จำนวนมาก หลายครัวเรือนไม่สามารถขนดินโคลน ทำความสะอาด หรือยกสิ่งของหนักออกจากบ้านได้ด้วยตนเอง
ระหว่างการประชุม นายยศชนัน ได้ประสานสายตรงถึง พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อขอรับการสนับสนุนกำลังพลและเครื่องจักรหนักจากกรมการทหารช่างเข้าพื้นที่โดยเร่งด่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนภารกิจขนดินโคลน เคลื่อนย้ายสิ่งของ และทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน
ขณะเดียวกัน นายเจเศรษฐ์รายงานว่า เทศบาลเมืองปัว โดยเฉพาะตำบลศิลาแลงและตำบลวรนคร ยังขาดแคลนทั้งเครื่องจักรและกำลังคน แม้ ปภ. จะส่งเครื่องจักรเข้าช่วยเหลือแล้ว แต่กำลังที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ หากดำเนินการด้วยทรัพยากรปัจจุบันอาจใช้เวลาฟื้นฟูถึง 20–30 วัน จึงต้องเร่งเพิ่มกำลังเพื่อย่นระยะเวลาการฟื้นฟูให้เหลือ 7 วัน
2. อัดงบ 100 ล้านบาท เร่งเยียวยาถึงมือประชาชนใน 3–5 วัน
รัฐบาลเร่งเดินหน้าการเยียวยาควบคู่กับการฟื้นฟู โดยจังหวัดน่านได้รับอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจากกรมบัญชีกลางจำนวน 100 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย
จังหวัดได้สั่งการให้องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลเร่งกระจายแบบสำรวจความเสียหายผ่านกำนันและผู้ใหญ่บ้านให้ถึงมือประชาชน พร้อมรวบรวมข้อมูลส่งกลับจังหวัดภายในวันที่ 22 สิงหาคม 2569 จากนั้นให้นายอำเภอจัดทำแผนและเร่งกระบวนการจ่ายเงินช่วยเหลือ โดยตั้งเป้าให้เงินถึงมือประชาชนภายใน 3–5 วัน เพื่อให้ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบมีเงินสำหรับจัดการความเสียหายและเริ่มต้นฟื้นฟูชีวิตได้โดยเร็ว
3. เร่งคืนเส้นทาง ติดตั้งสะพานแบริ่ง 2 จุดให้เสร็จ 23 ส.ค.
ด้านการคมนาคม รัฐบาลเร่งเปิดเส้นทางและซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย โดยนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการให้เร่งติดตั้ง สะพานแบริ่ง 2 จุด ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 23 สิงหาคม 2569 เพื่อคืนการสัญจรให้ประชาชนโดยเร็ว
พร้อมกันนี้ ให้เร่งฟื้นฟูเส้นทาง 137 และ 1256 ทำความสะอาดผิวจราจรและติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัย โดยกำชับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทเตรียมเครื่องจักรและกำลังให้พร้อม เพื่อให้เส้นทางที่ได้รับผลกระทบกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย
4. อุดแนวคันน้ำ–เร่งสูบน้ำ ป้องกันน้ำทะลักซ้ำ
อีกภารกิจเร่งด่วนคือการแก้ปัญหาบริเวณลำน้ำขว้างที่เชื่อมกับลำน้ำปัว หลังพบว่ากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางและไหลทะลักผ่านบ้านเรือนประชาชน หากไม่เร่งปิดแนวรั่ว น้ำอาจยังไหลเข้าพื้นที่และทำให้การฟื้นฟูไม่สามารถเดินหน้าได้เต็มที่
รัฐบาลจึงเร่งประสานกรมชลประทาน พร้อมดึงเครื่องจักรจากภาคเอกชนเข้าช่วยอุดแนวคันน้ำ และขอรับการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่และป้องกันไม่ให้น้ำไหลกลับเข้าท่วมบ้านเรือนซ้ำ
5. ยังไม่คลายเฝ้าระวัง เตรียมรับน้ำหลากซ้ำควบคู่ฟื้นฟู
แม้หลายพื้นที่จะเริ่มเข้าสู่ภารกิจฟื้นฟู แต่จังหวัดน่านยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยรายงานในรอบ 24 ชั่วโมงพบปริมาณฝนสะสม 136 มิลลิเมตร และยังมีน้ำท่วมขังใน 3 อำเภอ ได้แก่ เมืองน่าน เวียงสา และภูเพียง รวม 6 ตำบล 35 หมู่บ้าน
รัฐบาลจึงกำชับให้เฝ้าระวังฝนบนพื้นที่ภูเขาที่อาจทำให้เกิดน้ำหลากซ้ำ ติดตามปริมาณฝนและแจ้งเตือนประชาชนอย่างใกล้ชิด โดยการสื่อสารต้องทำให้ประชาชน “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” พร้อมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบ่งโซนพื้นที่ จัดทำแผนฟื้นฟู และสรุปจำนวนเครื่องจักรและกำลังคนที่ต้องการ เพื่อให้สามารถจัดสรรทรัพยากรเข้าเสริมได้ตรงจุด








