พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เทศนาธรรมนักศึกษา มข. ปี 1 ชูหลัก “4 ศ” เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนิติศาสตร์ เน้นเรียนรู้จากธรรมชาติ ใช้ชีวิตอย่างมีสติ อยู่ร่วมกับผู้อื่น และเคารพกฎหมาย พร้อมวอนอย่านำวัดไปเปรียบเทียบกับวัดอื่น เพราะแต่ละแห่งมีบริบทแตกต่างกัน
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 20 ส.ค.69 ที่วัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ ในเขตเทศบาลนครขอนแก่น ผศ. ดร.รัฐการ บัวศรี หัวหน้าสาขาวิชาบริหารธุรกิจบัณฑิต คณะสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยาเขตหนองคาย นำนักศึกษาชั้นปีที่ 1 กว่า 40 คน เข้าพบพระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม พร้อมนิมนต์เทศนาธรรมในรายวิชาจริยธรรมทางธุรกิจ เพื่อให้นักศึกษานำหลักธรรมไปปรับใช้ในการเรียน การดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโดยคณะอาจารย์และนักศึกษา ได้ร่วมกันทำความสะอาดวัดและรับฟังการเทศนาธรรม โดยมีญาติธรรมที่มาทำบุญในวัดร่วมรับฟังด้วย
ผศ. ดร.รัฐการ กล่าวว่า ตามปกติจะนำนักศึกษาออกทำกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์และฟังธรรมเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ได้นำนักศึกษาจากวิทยาเขตหนองคายที่กำลังศึกษาที่ขอนแก่น จัดกิจกรรมขึ้นเพื่อให้นักศึกษามีแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง โดยเนื้อหาที่พระครูอดุลสารนิเทศนำมาเทศน์เป็นเรื่องที่ไม่มีอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน โดยนักศึกษาต่างชื่นชอบและบอกว่าสามารถมองเห็นเป็นรูปธรรม รวมทั้งสัมผัสได้จริง เนื่องจากเจ้าอาวาสใช้ธรรมชาติและเรื่องรอบตัวเป็นสื่อในการสอน แตกต่างจากการเรียนภายในห้องเรียนที่มีตำราเป็นหลัก
"เชื่อว่านักศึกษาจะสามารถนำหลักธรรมที่ได้รับไปปรับใช้ได้ตลอดชีวิต และถือเป็นโอกาสอันดี เนื่องจากครั้งนี้เป็นการเทศน์อย่างเป็นทางการและออกสื่อเป็นครั้งแรกของพระครูอดุลสารนิเทศ เมื่อทราบภายหลังจึงรู้สึกตกใจและถือเป็นบุญ รวมทั้งรู้สึกว่ามีดวงสมพงษ์กับเจ้าอาวาส ประกอบกับตนเป็นลูกหลานชาวมหาวิทยาลัยขอนแก่นและเห็นวัดแห่งนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก"
ผศ. ดร.รัฐการ กล่าวอีกว่า จากการพูดคุยพบว่า พระครูอดุลสารนิเทศเรียนรู้จากธรรมชาติและสามารถนำมาใช้สอนผู้คนได้เป็นอย่างดี จึงนิมนต์ให้เทศน์เพื่อเติมเต็มความรู้แก่นักศึกษา ทั้งด้านการเรียน การใช้ชีวิต การอยู่ร่วมกันในสังคม และการเคารพกฎหมาย ผ่านแนวทาง “4 ศ” ได้แก่ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ และนิติศาสตร์ ซึ่งที่พระครูเทศนั้น สำหรับ เศรษฐศาสตร์ หมายถึงการใช้ชีวิตและการบริหารจัดการเงิน ส่วน รัฐศาสตร์คือการรู้จักปกครองตนเองให้ได้ก่อนที่จะปกครองผู้อื่น ขณะที่สังคมศาสตร์ คือการอยู่ร่วมกับผู้อื่นโดยไม่ทำให้ผู้อื่นหรือตนเองเดือดร้อน ซึ่งเป็นเรื่องของความรับผิดชอบ และ นิติศาสตร์ คือการเคารพกฎหมายและกฎของสังคม ทั้งนี้ในกิจกรรมได้มอบหมายให้นักศึกษารับฟัง จับใจความ และสรุปสาระสำคัญจากการเทศนาธรรม ก่อนนำไปต่อยอดในการเรียน โดยในอนาคตจะนำหลักการของศาสตร์แต่ละแขนงมาศึกษาและปรับใช้ เพื่อเติมเต็มทั้งด้านการศึกษา การดำเนินชีวิต และการอยู่ร่วมกันในสังคม นอกจากนี้ เชื่อว่าจะสามารถต่อยอดไปสู่ศาสตร์อื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่องค์ความรู้ต่าง ๆ จะมีผลต่อการดำเนินชีวิต และช่วยให้นักศึกษาเตรียมพร้อมรับมือกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ได้อย่างเหมาะสม
พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม กล่าวว่า ทุกคนมาเรียนรู้ตามตำรา แต่หลวงพ่อเรียนรู้จากธรรมชาติ เพราะหากถกเถียงกันในเรื่องตำราย่อมไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนผู้ที่จะเรียนรู้จากธรรมชาติต้องเข้าใจธรรมชาติอย่างแท้จริง การกล่าวอ้างถึงสมัยพุทธกาลหรือสวรรค์เป็นเรื่องที่ไม่อาจมองเห็นหรือพิสูจน์ได้ จึงไม่ควรพูดเสมือนว่าเคยไปพบเห็นมาด้วยตนเอง ขณะที่แนวทางของหลวงพ่อคือการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ไม่ได้ยึดตำราเป็นหลัก
"ที่ผ่านมาไม่ได้มุ่งสร้างวัตถุภายในวัด แต่นำกำลังไปช่วยเหลือจัดการศพให้แก่ผู้ยากไร้ ส่วนการปฏิบัติธรรม หากฝึกจนเข้าถึงแล้วก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ บางคนอาจเรียกว่า แก้วสารพัดนึก แต่หลวงพ่อไม่ใช้คำดังกล่าว เพราะการจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องสามารถตัดทุกสิ่ง ทั้งความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลงให้ได้ทั้งหมดยกตัวอย่างว่า เคยมีคนนำรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์มาถวาย 1 คัน แต่หากต้องเลือกระหว่างรถยนต์กับการตัดต้นไม้ 1 ต้น หลวงพ่อจะไม่รับรถยนต์และเลือกเก็บรักษาต้นไม้ไว้ เพราะรถยนต์หากไม่มีน้ำมันก็เป็นเพียงเศษเหล็ก แต่ผู้คนกลับพากันหลงใหลและให้คุณค่ากับวัตถุ"
เจ้าอาวาสฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขออย่างหนึ่ง อย่านำหลวงพ่อไปเปรียบเทียบกับวัดอื่น เพราะอาจทำให้คนที่อยู่ในวัดเสี่ยงเกิดอันตราย แต่ละวัดมีบริบทแตกต่างกัน








