เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุกราชบุรีเดือดร้อนหนัก ราคาดิ่งจากกว่า 40 บาท เหลือเพียง 18 บาทต่อกิโลกรัม ซ้ำไร้พ่อค้ารับซื้อ บางรายเลี้ยงนานกว่า 1 ปี แบกค่าอาหารและต้นทุนเพิ่ม วอนรัฐเร่งหาแหล่งตลาดและพยุงราคา
วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุกในพื้นที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เดือดร้อนหนัก หลังราคาปลาดุกตกต่ำต่อเนื่อง จากเดิมเคยขายได้กว่า 40 บาทต่อกิโลกรัม ปัจจุบันเหลือเพียง 18 บาท ขณะที่พ่อค้าคนกลางไม่เข้ารับซื้อ ทำให้ต้องแบกรับภาระค่าอาหารปลาและต้นทุนการเลี้ยงที่เพิ่มขึ้น บางรายถึงขั้นไม่มีเงินซื้ออาหารปลา วอนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งหาตลาดและช่วยพยุงราคา โดยนางสาวรุ่งตะวัน สนสุทธิ อายุ 52 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุกในพื้นที่โพธาราม พร้อมด้วยเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาดุก เข้าร้องเรียนต่อนายจรูญ ผลขำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลชำแระ อำเภอโพธาราม เพื่อขอให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
นางสาวรุ่งตะวัน เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ราคาปลาดุกอยู่ในระดับที่สามารถเลี้ยงต่อได้ แต่ปัจจุบันราคาปรับลดจากประมาณ 40 บาท เหลือ 35 บาท และลดลงเหลือเพียง 18 บาทต่อกิโลกรัม ที่หนักกว่านั้นคือแม้จะยอมขายในราคาต่ำ แต่กลับไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ บางครั้งพ่อค้านัดให้ลากปลาเตรียมไว้ แต่กลับไม่มาตามนัด ทำให้เกษตรกรต้องเสียค่าแรงและปลาเสียหาย ต้องปล่อยกลับลงบ่อนอกจากนี้ ค่าอาหารปลายังเป็นต้นทุนสำคัญ เฉลี่ยประมาณ 5,000 บาทต่อบ่อ ขณะที่ปลายังต้องกินอาหารทุกวัน หากลดอาหารปลาจะผอมและขายไม่ได้ ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต่อเนื่อง บางรายถึงขั้นต้องนำทรัพย์สินไปค้ำประกันเพื่อหาเงินมาซื้ออาหารปลา
ด้านนายจรูญ ผลขำ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลชำแระ กล่าวว่า ปัญหาขณะนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องราคาปลาตกต่ำ แต่คือ “ไม่มีคนจับและไม่มีคนรับซื้อ” แม้จะมีผู้บริโภคอยู่ก็ตาม เมื่อพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อ บางครั้งกลับให้เกษตรกรลากปลาเตรียมไว้ แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายกลับไม่มารับ ส่งผลให้ปลาเกิดความเสียหายและเกษตรกรขาดทุนเพิ่มขึ้น นายจรูญ กล่าวว่า ได้แจ้งปัญหาให้ประมงอำเภอและประมงจังหวัดรับทราบแล้ว แต่ต้องการให้มีการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการหาแหล่งรับซื้อและเชื่อมโยงตลาดให้กับเกษตรกร เพราะปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะตำบลชำแระหรืออำเภอโพธาราม แต่ยังพบในพื้นที่อื่น รวมถึงจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งมีเกษตรกรเลี้ยงปลาดุกจำนวนมาก
“ปกติเลี้ยงประมาณ 6 เดือนก็สามารถจับขายได้ แต่ตอนนี้บางรายเลี้ยงนานกว่าหนึ่งปี เพราะไม่มีตลาดรับซื้อ ขณะที่ค่าอาหารและค่าใช้จ่ายยังเกิดขึ้นทุกวัน” นายจรูญกล่าว
เกษตรกรจึงเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหาทั้งด้านราคาและตลาดรับซื้อ โดยเสนอว่าหากสามารถผลักดันราคาปลาดุกให้กลับมาอยู่ที่ระดับ 30 บาทต่อกิโลกรัมขึ้นไป จะช่วยลดภาระและประคองอาชีพเกษตรกรได้อย่างมาก เพราะหากปลายังขายได้เพียง 18 บาทต่อกิโลกรัม และไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ อาชีพเลี้ยงปลาดุกของเกษตรกรในพื้นที่อาจเดินหน้าต่อได้ยาก








