“บิ๊กราญ” เปิดยุทธการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6 ในหัวหิน พบ 489 บริษัทเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติ ตรวจพบ 33 บริษัทครองที่ดิน 39 แปลง มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท พร้อมจับผู้ต้องหา 14 คน
จากนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ในการปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาในราชอาณาจักรและกระทำผิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย การใช้คนไทยเป็นนอมินีถือครองที่ดิน เพื่อเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชน โดยในห้วงที่ผ่านมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการปราบปรามและดำเนินคดีกับคดีคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานแบ่งเป็น 5 เฟส ครอบคลุมพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ จำนวน 6 จังหวัดได้แก่ จ.สุราษฎร์ธานี, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ชลบุรี และล่าสุดเมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้ปฏิบัติการในพื้นที่สำคัญ คือ จ.เชียงใหม่ พบว่าคนต่างด้าวจัดตั้งนิติบุคลเพื่อครอบครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมเป้าหมายที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั้ง 5 เฟส จำนวน 233 แปลง พื้นที่รวม 160 ไร่ 3 งาน 43.3 ตร.ว. รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประมาณ 2,539 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 133 หมายจับ ผู้ต้องหาตามหมายจับทั้งหมด 122 คน และสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้รวม 74 คน แบ่งเป็นคนไทย 24 คน เป็นคนต่างด้าว 50 คน ศาลมีคำพิพากษาลงโทษแล้ว 20 คดี โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 3 เดือน ปรับ 15,000 บาท และให้จัดการจำหน่ายที่ดินซึ่งได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือได้มาโดยไม่ได้รับอนุญาตภายในระยะเวลาที่อธิบดีกรมที่ดินกำหนดซึ่งไม่น้อยกว่า 180 วันแต่ไม่เกิน 1 ปี หากไม่จำหน่ายที่ดินภายในเวลาที่กำหนดให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้น ๆ ได้
ล่าสุด วันที่ 10 ส.ค. 69 พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย (ศปชก.ตร.) พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร., พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7, พล.ต.ชมชวิณ ปุระธนานนท์ รอง ผบช. ภ.7, พล.ต.กานต์ ธรรมเกษม ผบก.สส.ก.7, พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3, พล.ต.ต.อาทร ชิ้นทอง ผบก.ภ.จว.ประจวบฯ, นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบฯ, หม่อมหลวง ภู่ทอง ทองใหญ่ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, นายอนันต์ ฉวีกุลมหันต์ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดประจวบฯ พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยต่าง ๆ เปิดปฏิบัติการ "ทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 6" ในพื้นที่ อ.หัวหิน จ.ประจวบฯ เพื่อปกป้องระบบเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าของประเทศจากลุ่มทุมทุนต่างชาติที่อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ ภายใต้การดำเนินงานสืบสวนเชิงลึกตามแนวทาง "เกาะพะงันโมเดล" โดยปฏิบัติการในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้บูรณาการสืบสวนขยายผลร่วมกับฝ่ายปกครองจังหวัดประจวบฯ, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, กรมที่ดิน และกรมสรรพากร ได้ทำการวิเคราะห์ฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียนใน จ.ประจวบฯ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 3,808 บริษัท ในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่มีผู้ถือหุ้นเป็นคนคนต่างด้าว จำนวน 1,568 บริษัท และจากการตรวจสอบของกรมพัฒนาธุรกิจกิจการค้า พบนิติบุคคลที่อาจมีลักษณะเข้าข่ายใช้คนไทยถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว หรือที่เรียกว่า "นอมินี" จำนวน 489 บริษัท และในจำนวนนี้เป็นนิติบุคคลที่ไม่มีการประกอบธุรกิจ เพียงแต่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำนิติกรรมอำพรางการครอบครองที่ดิน จำนวน 33 บริษัท ครองที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวม 39 แปลง เนื้อที่ 24 ไร่ 3 งาน 42.80 ตร.ว. มูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างรวมประมาณ 300 ล้านบาท นำไปสู่การร้องทุกข์ดำเนินคดี 33 คดี ผู้ต้องหา 77 คน เป็นคนไทย 32 คน และบุคคลต่างด้าว 45 คน พนักงานสอบสวนได้ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดหัวหินขอออกหมายค้น จำนวน 45 หมาย และหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 45 หมาย ซึ่งครอบคลุมผู้กระทำความผิดหลายสัญชาติประกอบด้วยสัญชาติจีน 17 คน. ฝรั่งเศส 6 คน, เนเธอร์แลนด์ 4 คน, อังกฤษ ไอริช ออสเตรเลีย สัญชาติละ 3 คน, อิตาลี เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ สัญชาติละ 2 คน, ออสเตรีย ฟิลิปปินส์ อเมริกา สัญชาติละ 1 คน โดยผลการปฏิบัติในวันนี้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้จำนวน 14 คน
สำหรับปฏิบัติการสำคัญในครั้งนี้ คือการตรวจค้นจับกุม โครงการ "เอ หัวหิน" ซึ่งเป็นโครงการบ้านเดี่ยวและพูลล่าสไตล์โมเดิร์น ตั้งอยู่ที่ ต.ทับใต้ อ.หัวหิน ราคาหลังละประมาณ 10 - 20 ล้านบาท ตรวจสอบเชิงลึกพบว่ามีนิติบุคคลใช้นอมินีคนไทยถือหุ้นแทน เพื่อครอบครองอสังหาริมทรัพย์ในหมู่บ้านดังกล่าว จำนวน 6 บริษัท ดังนี้ 1.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 1 พบจำนวน 4 บริษัท ได้แก่ บริษัท อินเตอร์ฯ, บริษัท บลูฯ, บริษัท โครฯ และบริษัท ฮัมมิ่งฯ และ 2.โครงการ เอ หัวหิน เฟส 2 พบจำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท แอลฯ, บริษัท คริสฯ จากการสอบสวนบุคคลต่างด้าวให้การว่า ต้องการครอบครองอสังหาริมทรัพย์และได้รับคำแนะนำจากบริษัททนายความและบริษัทบัญชี ให้เปิดบริษัทเพื่อถือครองอสังหาริมทรัพย์ในไทย จึงเชื่อว่าครอบครองอสังหาริมทรัพย์โดยถูกกฎหมาย ซึ่งบริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการแต่อย่างใด สอดคล้องกับคนไทยที่มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทให้การว่าเป็นการถือหุ้นแทนบุคคลต่างด้าว ไม่เคยชำระค่าหุ้น ไม่เคยบริหารจัดการบริษัทใด ๆ มาก่อน อีกทั้งไม่เคยเห็นเอกสารทางการเงินหรือหลักฐานการถือหุ้นของบริษัท การดำเนินการดังกล่าวก็เพื่อให้คนต่างด้าวสามารถอำพรางการถือกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เจ้าหน้าที่ได้ตรวจค้นสถานที่เป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน โดยตรวจยึดเอกสารการจดทะเบียนบริษัท เอกสารทางบัญชีคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมาก เพื่อนำไปตรวจจสอบและขยายผลไปยังเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอย้ำว่าว่า เป้าหมายหลักของการปฏิบัติการในครั้งนี้ คือการจัดระเบียบจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ อาทิเช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ชลบุรี และ ประจวบฯ ให้มีการลงทุนและการท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมาย ป้องกันการเอารัดเอาเปรียบจากลุ่มทุนทุนต่างชาติ เพื่อให้ประชาชนคนไทยสามารถประกอบอาชีพและมีรายได้อย่างเป็นธรรม โดยบูรณาการความร่วมมือของทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในการประชาสัมพันธ์และเปิดโอกาสให้คนต่างด้าวสามารถเข้ามาลงทุนและประกอบธุรกิจได้ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เพียงสร้างผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติย้ำจุดยืนดำเนินการเด็ดขาดกับผู้กระทำความผิด และพร้อมร่วมมือกับทุกหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใส่ในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยหรือเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มทุนต่างชาติ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจในพื้นพื้นที่ หรือสายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง








