ผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เดินหน้ายกระดับการปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย เร่งตรวจสอบนิติบุคคลเข้าข่ายใช้นอมินีและธุรกิจต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมติดตามบริษัทเชื่อมโยงการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติก เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและเสริมความเชื่อมั่นด้านการลงทุน
วันที่ 5 สิงหาคม 2569 นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานการประชุมคณะทำงานปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมาย พร้อมด้วย นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พ.ต.อ.กิตติสัณห์ ชะนะ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดฉะเชิงเทรา นายพีรพล ลือล่า ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมสุนทรพิพิธ ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและกำหนดแนวทางยกระดับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินการปราบปรามธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายในปี 2568 ซึ่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเป้าหมาย 63 ราย ใน 6 กลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผ่านการใช้นอมินี พบว่า 47 รายไม่พบพฤติกรรมน่าสงสัย 3 รายเลิกกิจการ 3 รายย้ายที่ตั้งไปจังหวัดอื่น 4 รายไม่สามารถติดต่อกรรมการได้ และมี 8 รายเข้าข่ายมีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งได้ส่งต่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายแล้ว
สำหรับปี 2569 จังหวัดฉะเชิงเทราพบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงที่อาจเข้าข่ายเป็นนอมินีเพิ่มเติมจำนวน 7 ราย ในพื้นที่อำเภอบางปะกง อำเภอบ้านโพธิ์ และอำเภอแปลงยาว โดยกำหนดมาตรการตรวจสอบอย่างเป็นระบบ ทั้งการออกหนังสือเรียกชี้แจง การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ณ สำนักงาน การสืบสวนเชิงลึก และประชุมสรุปผลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบในหลักการให้ ทบทวนคำสั่งจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบูรณาการทำงาน โดยแต่งตั้ง ปลัดจังหวัดฉะเชิงเทรา และผู้กำกับการตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมเป็นคณะทำงาน พร้อมพิจารณาแผนปฏิบัติการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจที่ฝ่าฝืนกฎหมายของจังหวัด ประจำปี 2569 เพื่อให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดฉะเชิงเทราได้รายงานข้อมูลบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และพลาสติก โดยมีกลุ่มทุนต่างชาติร่วมถือหุ้นกับคนไทย จำนวน 5 ราย พบว่ายังดำเนินกิจการอยู่ 4 ราย และมีสถานะร้าง 1 ราย ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในจังหวัดฉะเชิงเทรา 3 ราย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการติดตาม ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง
ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานเชิงรุก แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และเร่งรัดการตรวจสอบธุรกิจที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินีอำพรางการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ สร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า คุ้มครองผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย และเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของจังหวัดฉะเชิงเทรา








