ชาวปากมูลเตรียมเคลื่อนขบวนเข้ากรุงทวงสัญญารัฐ-จี้ฟื้นฟูระบบนิเวศเปิดประตูตลอดปี-นักวิชการเสนอปลดระวางเขื่อนปากมูล
วันที่ 4 ส.ค. 2569 น.ส.สดใส สร่างโศรก ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนจับตาน้ำท่วมอุบล-เขื่อนแม่น้ำโขง เปิดเผยว่า ภายหลังการจัดงานเทศกาลกินปลาของชาวปากมูลในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 ชาวบ้านในนามสมัชชาคนจน จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อติดตามข้อเสนอในประเด็นปัญหาต่างๆ ซึ่ง 1 ในนั้นคือเรื่องการเยียวยาผลกระทบจากเขื่อนปากมูล และการผลักดันให้เปิดเขื่อนปากมูลตลอดปี หรืออย่างน้อยในช่วงเปิดเขื่อน 6-7 เดือนประจำทุกปี ควรเริ่มต้นเปิดเขื่อนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมาเพื่อให้ทันกับสถานการณ์ปลาอพยพในต้นฤดูฝน
น.ส.สดใสกล่าวว่า ตั้งแต่สร้างเขื่อนปากมูลมา 36 ปี เห็นได้ว่าไม่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพราะการผลิตไฟฟ้าเขื่อนปากมูลแทบจะไม่มีผลต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ขณะที่การเปิดเขื่อนเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว ทำให้มีเงินหมุนเวียนด้านการท่องเที่ยวแก่งสะพือถึงเกือบ 300 ล้านบาท ดังนั้นหากมีการเปิดเขื่อนปากมูลตลอดทั้งปีจะช่วยสร้างมูลค่าด้านเศรษฐกิจมหาศาล
“จริงๆแล้วเราอยากให้ทุกฝ่ายยึดวัตถุประสงค์ของมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)เป็นตัวตั้ง ที่ระบุให้หน่วยงานราชการร่วมกันบรรเทาทุกให้ชาวบ้านปากมูลโดยเปิดเขื่อนปากมูลในช่วงที่ปลาอพยพมาวางไข่ มติ ครม.คารั้งนี้มักถูกโยกโย้น้ำไปอ้างโดยใช้เรื่องระดับน้ำเป็นเกณฑ์ ดังนั้นมติ ครม.ควรมีความชัดเจนขึ้น ไม่เช่นนั้นชาวบ้านก็ต้องเหนื่อยกับการไปผลักดันให้เปิดประตูเขื่อนที่เปิดล่าช้าในทุกๆปี แต่ความหวังสูงสุดของชาวบ้านคือการเปิดประตูเขื่อนปากมูลตลอดทั้งปี”น.ส.สดใส กล่าว
น.ส.สดในกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้เผยแพร่ข้อมูลว่าเด็กใน จ.อุบลฯมีไอคิวที่ต่ำเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องการกินปลาหรือไม่ เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เด็กอุบลฯในหลายพื้นที่ขาดแคลนปลาเนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติได้ขาดหายไปนับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนปากมูล
ขณะที่ ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่าแม้จะมีการเปิดประตูเขื่อนปากมูลแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าชาวบ้านจะกลับไปหาปลาบริเวณหน้าเขื่อนได้ทันที เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวยังไม่ใช่จุดที่เหมาะสมสำหรับการทำประมง และในช่วงที่มีการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าหรือปล่อยน้ำลงจากเขื่อนยังมีความเสี่ยงอันตรายต่อชาวประมง โดยชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ไม่ได้ยึดติดกับการหาปลาหน้าบ้าน แต่จะเคลื่อนย้ายไปตามเส้นทางอพยพของปลา
ผศ.ดร.ไชยณรงค์ กล่าวว่า ในช่วงที่เขื่อนปิดประตู ปลาอพยพจำนวนมากจะมาสะสมอยู่บริเวณท้ายเขื่อน เนื่องจากไม่สามารถผ่านขึ้นไปได้ แม้จะมีบันไดปลาโจนก็ตาม ทำให้ชาวประมงบางกลุ่มจับปลาได้บริเวณดังกล่าว แต่ก็เป็นเพียงผลจากการที่ปลาถูกกีดขวาง ไม่ใช่ภาวะธรรมชาติของแม่น้ำ และปริมาณปลาก็ไม่อุดมสมบูรณ์เช่นในอดีตก่อนการสร้างเขื่อน
นักวิชาการรานนี้ระบุอีกว่า ผลการศึกษาของงานวิจัยไทบ้านที่พบว่า ปลาระหว่างแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลมีการอพยพขึ้นลงนานถึงประมาณ 11 เดือนต่อปี ขณะที่การบริหารจัดการเขื่อนด้วยการเปิดประตูเพียง 4 เดือน และปิด 8 เดือน ไม่สอดคล้องกับวงจรธรรมชาติของปลา ส่งผลกระทบต่อการสืบพันธุ์และความหลากหลายทางชีวภาพ
“หากรัฐบาล นักการเมือง ผู้ผลักดันโครงการเขื่อน และธนาคารโลกในฐานะผู้ให้เงินกู้ รับฟังเสียงของชาวปากมูล เคารพสิทธิในวิถีชีวิตของชุมชนตั้งแต่ต้น แม่น้ำมูลและแม่น้ำชีอาจไม่เผชิญความเสียหายเช่นปัจจุบัน ผมเสนอให้มีการปลดระวางเขื่อนปากมูล ด้วยการยกบานประตูเขื่อนขึ้นตลอดทั้งปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคืนสิทธิในการใช้ประโยชน์จากแม่น้ำให้แก่ชุมชนท้องถิ่นอีกครั้ง”ผศ.ดร.ไชยณรงค์ กล่าว
ด้าน ดร.วิเชียร อันประเสริฐ อาจารย์คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า การปิดประตูเขื่อนส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศของแม่น้ำมูล จนนำไปสู่การสูญเสียภูมิปัญญาการประมงพื้นบ้าน เครื่องมือหาปลาหลายชนิดไม่สามารถใช้งานได้ วิถีชีวิตของชาวประมงเปลี่ยนแปลง และกระทบต่อศักดิ์ศรีของผู้คนที่เคยพึ่งพาแม่น้ำในการดำรงชีพ
ดร.วิเชียร กล่าวว่า การปิดประตูเขื่อนยังทำให้แก่งหินธรรมชาติในแม่น้ำมูลกว่า 13-14 แห่งจมอยู่ใต้น้ำ สูญเสียทั้งแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและศักยภาพด้านการท่องเที่ยว ส่วนข้ออ้างที่บอกว่าการสร้างเขื่อนปากมูลจะช่วยสนับสนุนระบบชลประทานนั้น จากข้อมูลที่ติดตามมายาวนาน การนำน้ำจากเขื่อนมาใช้เพื่อการชลประทานเกิดขึ้นจริงเพียงส่วนน้อย เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ยังไม่เห็นการพัฒนาระบบชลประทานอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับการเลี้ยงปลากระชังที่บอกว่าเป็นทางออก
“ถ้าการเลี้ยงปลาในกระชังเป็นทางออกจริง วันนี้เราคงเห็นกระชังปลาเต็มแม่น้ำมูล แต่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการเลี้ยงปลาต้องใช้ความรู้คนละแบบกับภูมิปัญญาการหาปลาของชาวบ้าน” อาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าว
---------
ขอบคุณภาพจาก ผศ.ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ
#ปากมูล #ม็อบ








