แม่วัย 64 ปี ชาวอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ร้องขอความช่วยเหลือ หลังเลี้ยงลูกชายพิการเพียงลำพัง ต้องออกไปรับจ้างหาเงินซื้อข้าวและอาหารประทังชีวิต แม้มีรายได้จากการเป็น อสม. และเบี้ยความพิการ แต่ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว ล่าสุดน้อยใจถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากระบบแจ้งว่ามีสินเชื่อเกิน 100,000 บาท ทั้งที่เจ้าตัวระบุว่าเป็นหนี้ที่กู้ยืมมาใช้รักษาลูกที่ป่วยหนักและกลายเป็นผู้พิการ วอนหน่วยงานรัฐพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง
วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 นางปวีณ์ริศา สุนันท์โชติชัย อายุ 64 ปี ชาวบ้านคอกควาย ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยถึงความเดือดร้อน หลังถูกตัดสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ โดยระบบคัดกรองแจ้งว่ามีหนี้สินหรือสินเชื่อเกินหลักเกณฑ์ที่โครงการกำหนด
นางปวีณ์ริศา เล่าว่า ปัจจุบันต้องเลี้ยงดูลูกชายที่พิการเพียงลำพัง หลังสามีเสียชีวิต โดยลูกชายมีอาการป่วยมาตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จากภาวะม้ามโตและต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษา แต่ภายหลังอาการทรุดลงจนกลายเป็นผู้พิการ มีอาการอัมพฤกษ์ครึ่งตัว
ด้วยภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาลูกที่ผ่านมา ทำให้ต้องกู้ยืมเงินมาใช้ดูแลรักษา จนเกิดเป็นหนี้สิน โดยยืนยันว่าไม่ได้กู้เงินเพื่อนำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการรักษาและดูแลลูกชาย
ปัจจุบันครอบครัวมีรายได้ค่อนข้างจำกัด นางปวีณ์ริศาเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) มีค่าตอบแทนประมาณเดือนละ 2,000 บาท ขณะที่ลูกชายได้รับเบี้ยความพิการเดือนละ 600 บาท และเพิ่งได้รับสิทธิ์ดังกล่าวเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แต่รายได้รวมยังไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร และสิ่งของจำเป็นสำหรับดูแลผู้พิการ ในแต่ละวัน นางปวีณ์ริศายังต้องออกไปรับจ้างรายวันเพื่อหารายได้มาซื้อข้าวสารและอาหาร โดยบางครั้งจำเป็นต้องปล่อยลูกชายซึ่งเป็นผู้พิการให้อยู่บ้านเพียงลำพัง เนื่องจากไม่มีทางเลือกอื่นในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว
ที่ผ่านมา หากเดือนไหนมีเงินไม่เพียงพอ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ได้รับเดือนละ 300 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งความช่วยเหลือสำคัญที่ทำให้สามารถนำไปซื้อข้าวสาร ไข่ไก่ และปลากระป๋องมาไว้สำหรับประทังชีวิตสองแม่ลูก อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบสิทธิ์รอบใหม่กลับพบว่าถูกตัดสิทธิ์ เนื่องจากระบบแจ้งว่ามีสินเชื่อเกินกว่าเกณฑ์ที่โครงการกำหนด ทำให้นางปวีณ์ริศารู้สึกกังวลและอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาข้อมูลและสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวประกอบด้วย
นางปวีณ์ริศา กล่าวว่า เบื้องต้นได้ยื่นอุทธรณ์การถูกตัดสิทธิ์แล้ว แต่ยังไม่ทราบว่าจะได้รับการพิจารณาหรือไม่ จึงอยากขอให้ภาครัฐทบทวนหลักเกณฑ์และพิจารณาตามข้อเท็จจริงว่า หนี้สินที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร รวมถึงพิจารณาสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวที่ต้องดูแลผู้พิการและมีรายได้จำกัด
สำหรับผู้ที่ประสงค์ช่วยเหลือครอบครัว สามารถสนับสนุนข้าวสาร อาหารแห้ง หรือแพมเพิสสำหรับผู้พิการ โดยสามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 084-280-9378








