จากกรณีเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 21.00 น. นายภาคภูมิ หรือ “หนุ่ย” อายุ 34 ปี หลานชายอดีตนายกเทศมนตรีนครอ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ถูกคนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน มาจอดบริเวณหน้าร้านขายของชำในพื้นที่ ต.อ้อมน้อย อ.กระทุ่มแบน ซึ่งนายภาคภูมิเป็นเจ้าของร้าน ก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่นายภาคภูมิ ขณะนั่งดื่มสุราอยู่กับเพื่อนบริเวณหน้าร้านจำนวน 4 นัด ทำให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ จากนั้นคนร้ายทั้ง 2 คนขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป
ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 พล.ต.ท.พิสิฐ ตันประเสริฐ ผบช.ภ.7 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้แถลงความคืบหน้าคดี โดยสามารถติดตามจับกุม นายอ้วน (นามสมมติ) ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการมีและพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จากแนวทางการสืบสวนพบว่า นายอ้วนร่วมกับพวกให้ความช่วยเหลือผู้ก่อเหตุทั้ง 2 คนในการหลบหนีภายหลังเกิดเหตุ
ล่าสุด เวลาประมาณ 09.30 น. วันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้าคดี โดยได้รับการยืนยันจาก พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีได้เพิ่มอีก 2 คน ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ได้แก่ นายเขียว (นามสมมติ) อายุ 22 ปี และนายแบล็ค (นามสมมติ) อายุ 19 ปี
จากการสอบสวนเบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 2 รายถูกระบุว่าเป็นผู้ร่วมขบวนการ โดยหนึ่งในนั้นเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ลงมือยิงในที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหารายหนึ่งได้ในพื้นที่ต่างจังหวัด ส่วนอีกรายจับกุมได้ในพื้นที่เขตติดต่อกับจังหวัดสมุทรสาคร
สำหรับผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมแล้วทั้ง 3 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้คัดค้านการประกันตัวในชั้นสอบสวน โดยผู้ต้องหารายล่าสุดอยู่ระหว่างการสอบปากคำอย่างละเอียด ก่อนนำตัวไปขอศาลจังหวัดสมุทรสาครฝากขังตามขั้นตอนของกฎหมาย
พ.ต.อ.พศพงศ์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า คดีดังกล่าวมีลักษณะการวางแผนและก่อเหตุที่ซับซ้อน เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างเร่งติดตามผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องอีก 2 ราย ซึ่งยังหลบหนีอยู่ พร้อมยืนยันว่าจะดำเนินการติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งนี้ หากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีต้องการเข้ามอบตัว ขอให้ติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็ว ก่อนที่จะถูกติดตามจับกุมตามขั้นตอนของกฎหมาย ส่วนครอบครัวและญาติของผู้เสียชีวิต แม้ยังมีความกังวลเรื่องความปลอดภัย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอให้มั่นใจว่าจะเร่งดำเนินการติดตามผู้กระทำผิดทุกคนมาดำเนินคดี
พ.ต.อ.พศพงศ์ ยังฝากถึงเยาวชนที่อาจมีความคิดหรือยึดถือ “วัฒนธรรมองค์กร” ในทางที่ผิดว่า การใช้ความรุนแรงไม่ได้สร้างเพียงความสูญเสียแก่ผู้เสียชีวิตหรือฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่ออนาคตของผู้ก่อเหตุ ผู้ร่วมขบวนการ และครอบครัวของทุกฝ่าย จึงขอให้ยุติพฤติกรรมดังกล่าวและหันกลับมาดำเนินชีวิตในแนวทางที่ถูกต้อง








