กทพ. กางแผนสะพานเชื่อมเกาะช้าง แจงยิบเกณฑ์เวนคืนพันล้าน ขณะชาวบ้านกังวลค่าเวนคืน,ส่วนไทม์ไลน์ยังคงเดิม ชง ครม. ปี 72 ก่อสร้างปี 74 คาดเปิดใช้สะพานเกาะช้างได้ปี 2578
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ค.69 ที่วัดทองธรรมชาติ ต.คลองใหญ่ อ.แหลมงอบ จ.ตราด การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) โดยบริษัทที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงิน และผลกระทบสิ่งแวดล้อม นำข้อมูลผลการศึกษาและความคืบหน้าโครงการก่อสร้างทางพิเศษเชื่อมเกาะช้าง จังหวัดตราด รายงานต่อประชาชน พร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มย่อยครั้งที่ 2 เพื่อ เตรียมนำข้อมูลทั้งหมดไปประกอบการศึกษาและจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นครั้งใหญ่ (ครั้งที่ 3) ในช่วงเดือนกันยายนนี้ พร้อมชี้แจงประเด็นสำคัญของโครงการ 3 ด้านหลัก โดยมีนายกฤษฎา จันทรเสนา ผู้อำนวยการกองจัดการสิ่งแวดล้อม ฝ่ายพัฒนาโครงการทางพิเศษการทางพิเศษแห่งประเทศไทย
กทพ. เน้นย้ำว่าหากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะสร้างประโยชน์อย่างมหาศาลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทั้งผู้ที่อาศัยอยู่บนเกาะช้างและฝั่งแผ่นดินใหญ่ เป็นการยกระดับการเดินทาง สะพานจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและลดระยะเวลาในการเดินทางข้ามเกาะได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ต้องเสียเวลารอคิวข้ามเรือเป็นเวลานาน คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นส่งผลดีโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องเดินทางไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน เด็กนักเรียนที่ต้องเดินทางไปโรงเรียน รวมถึงประชาชนที่ต้องเข้าไปติดต่อธุระกับหน่วยงานราชการในตัวจังหวัดตราด ให้สามารถเดินทางได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
นายกฤษฎา กล่าวถึง การเวนคืนที่ดินและแนวทางการจ่ายเงินชดเชย ซึ่งเป็นข้อกังวลของประชาชน กทพ. ยืนยันว่าขั้นตอนทั้งหมดจะดำเนินการโดยยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2562 คาดว่าจะมีผู้ที่ถูกเวนคืนที่ดินฝั่งเกาะช้าง 23 ราย และฝั่งแหลมงอบอีก 43 ราย รวมทั้งหมด 66 ราย โดยประเมินมูลค่าการเวนคืนเบื้องต้นไว้ที่หลักพันล้านบาท ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาราคา ประกอบด้วยผู้แทนจาก กทพ., กรมธนารักษ์, กรมที่ดิน, นายอำเภอ และผู้แทนจากท้องถิ่น โดยใช้ ราคาตลาดเป็นเกณฑ์หลักในการพิจารณา เพื่อให้ได้ราคาที่สมเหตุสมผลและยุติธรรมต่อประชาชนในพื้นที่มากที่สุด
ผู้อำนวยการกองจัดการสิ่งแวดล้อมฯ กล่าวต่อว่า จะมีเงินจูงใจพิเศษ หากผู้ถูกเวนคืนตกลงเซ็นสัญญาส่งมอบที่ดินให้ กทพ. ภายในระยะเวลาที่กำหนด (ประมาณ 120 วัน) จะได้รับเงินชดเชยส่วนต่างเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 2 ของราคาที่ดิน เพื่อเป็นการจูงใจและเพิ่มผลตอบแทนให้ประชาชน ในกรณีบ้านเรือนที่ไม่มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดิน รวมถึงบ้านเรือนที่ปลูกสร้างอยู่ในน้ำ จะไม่ได้รับค่าที่ดิน แต่สามารถรับค่าชดเชยในส่วนของ สิ่งปลูกสร้าง ได้ โดยผู้ครอบครองจะต้องนำหลักฐานมาแสดงเพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์การก่อสร้างบ้านหลังดังกล่าวต่อหน่วยงาน
ส่วนไทม์ไลน์โครงการและอัตราค่าผ่านทางนั้น นายกฤษฎา จันทรเสนา ระบุว่า กทพ. ได้วางกรอบการดำเนินงานตามขั้นตอนทางกฎหมายและวิศวกรรมอย่างชัดเจน โดยมีระยะเวลาที่สำคัญ ดังนี้
- การพิจารณา EIA หลังจากการรับฟังความคิดเห็น จะมีการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) ประมาณ 1 ปี
- การขออนุมัติจาก ครม. เมื่อ EIA ผ่านความเห็นชอบ จะรวบรวมข้อมูลเสนอต่อกระทรวงคมนาคม เพื่อขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปี 2572
- การประมูลและก่อสร้าง กระบวนการประมูลหาผู้รับจ้างและเริ่มต้นการก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มขึ้นในช่วงปี 2574 กำหนดเปิดให้บริการ หากไม่มีปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ โครงการจะสามารถเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2578 ทั้งนี้ ลักษณะโครงการที่เป็นสะพานข้ามทะเลจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างพอสมควร
- ในส่วนการร่วมทุนและค่าผ่านทาง นายกฤษฎา ระบุว่า ในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ กทพ. เตรียมจัดประชุมทดสอบความสนใจของนักลงทุน (Market Sounding) เพื่อประเมินความสนใจของภาคเอกชนในการร่วมลงทุน ส่วนอัตราค่าผ่านทางนั้น มีนโยบายกำหนดราคาให้เป็นทางเลือกที่ใกล้เคียงกับอัตราค่าโดยสารเรือเฟอร์รี่ ไม่แพงจนเกินไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อประชาชน และยังคงมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน
ด้านนายกิตติคม โกสินทร์วรภัทร อายุ 62 ปี ชาวบ้านในพื้นที่เวนคืน กล่าวว่า ประชาชนเห็นด้วยกับโครงการนี้อย่างมาก เพราะจะเป็นการนำพาความเจริญที่ชุมชนต้องการมานานให้เกิดขึ้นจริง แม้ว่าจะมีชาวบ้านบางส่วน รวมถึงเครือญาติของตน ทั้งพี่สาวและพี่ชายที่ได้รับผลกระทบจากการถูกเวนคืนที่ดินในครั้งนี้ก็ตาม
นายกิตติคม ระบุว่า ภาครัฐไม่ได้ยึดที่ดินไปทั้งหมด โดยบางครอบครัวโดนเวนคืนพื้นที่เพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางครอบครัวโดนเวนคืนในสัดส่วนที่ค่อนข้างเยอะ แต่ สิ่งที่น่ากังวล คือ กรณีที่ชาวบ้านถูกเวนคืนที่ดินไปเป็นจำนวนมากจนเหลือพื้นที่เพียงเล็กน้อย เช่น ถูกเวนคืนไป 3 งานและเหลือที่ดินไว้เพียง 1 งาน ซึ่งทำให้ยากต่อการนำที่ดินที่เหลือไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แต่เป็นเรื่องของการประเมินราคาที่ดินเพื่อจ่ายเงินคืน ชาวบ้านต่างมีความกังวลว่าเงินชดเชยที่ได้รับจากการประเมินราคาจะไม่เพียงพอสำหรับการไปเริ่มต้นใหม่








