วันนี้ (17 ก.ค. 69) เวลา 16.00 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีปิดการฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติด้านสาธารณภัย ประจำปี พ.ศ. 2569 (Crisis Management Exercise : C-MEX 26) กรณีอุทกภัย ในพื้นที่จังหวัดสงขลา บูรณาการทุกภาคส่วนฝึกรับมืออุทกภัยเต็มระบบ พร้อมมอบนโยบายเสริมประสิทธิภาพการจัดการสาธารณภัยในห้วงฤดูฝน โดยมี นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายรัชกรณ์ นภาพรพิพัฒน์ รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รศ.ดร.วศิน สุวรรณรัตน์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ พล.ท.กิตติวัฒน์ แจ่มจิรารักษ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก ผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล และองค์การระหว่างประเทศ ผู้แทนคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชน เข้าร่วม ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การจัดการภัยพิบัติเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมุ่งบริหารจัดการสาธารณภัย
ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม โดยไม่รอให้เกิดเหตุแล้วจึงค่อยแก้ปัญหา ซึ่งการฝึกการบริหารวิกฤตการณ์ระดับชาติด้านสาธารณภัย (C-MEX 26) เป็นการฝึกเพื่อป้องกันและลดผลกระทบก่อนเกิดภัย ซึ่งกระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดขึ้นการฝึกฯ เป็นประจำทุกปี เพื่อพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ในการเผชิญเหตุและตอบโต้สถานการณ์อุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการฝึกซ้อม ทั้งการฝึกเฉพาะหน้าที่ (Functional Exercise: FEX) การฝึกปฏิบัติ (Drill) และการฝึกสาธิตการปฏิบัติการ (Demonstration) อีกทั้งยังมีการจัดกิจกรรมบรรยายและการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้แก่ประชาชน โดยมีผู้ร่วมกิจกรรมการฝึกฯ จากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ องค์กรสาธารณกุศล ภาคประชาสังคม และประชาชน รวมกว่า 159 หน่วยงาน 3,000 คน
“ผมเชื่อว่าทุกหน่วยงานมีขีดความสามารถและมีศักยภาพในการจัดการเหตุฉุกเฉิน แต่ทำอย่างไรที่จะให้เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ การฝึกซ้อมรับมือกับสาธารณภัยจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะทำให้ทุกหน่วยงานสามารถประสานงานและทำความเข้าใจในการทำงานร่วมกันได้อย่างเห็นผลและมีประสิทธิภาพที่สุด โดยเฉพาะแผนเผชิญเหตุจะต้องมีความพร้อมสามารถใช้งานได้จริง เพราะคนที่จะได้รับผลกระทบก็คือพี่น้องประชาชน และจากที่ได้ร่วมติดตามการฝึกฯ ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี และปิดท้ายที่จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมรับมืออุทกภัยขนาดใหญ่ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ผมขอชื่นชมในความมุ่งมั่น ตั้งใจ และความพร้อมของหน่วยงานทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนการฝึกฯ ให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทำให้เห็นถึงการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ มีการตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่รวดเร็ว แม่นยำ ทันต่อเหตุการณ์” นายเจเศรษฐ์ มท.3 กล่าว
นายเจเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า หลังจากการฝึกครั้งนี้
ขอให้ทุกภาคส่วนขับเคลื่อนและรักษาเครือข่ายความร่วมมือด้านภัยพิบัติ ทั้งการประสานงาน การติดต่อสื่อสาร ให้พร้อมปฏิบัติงานร่วมกันด้วยความรวดเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ขึ้นจริง และนำผลการฝึกฯ ไปปรับปรุงแผนเผชิญเหตุและแผนบริหารจัดการสาธารณภัยของหน่วยงานให้เป็นปัจจุบัน มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนการดำเนินงาน พร้อมดูแลประชาชนในศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยนำระบบการลงทะเบียนผู้อพยพมาใช้ ร่วมกับการจัดสรรพื้นที่อย่างเหมาะสม รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการดำรงชีวิตที่ครอบคลุมทุกด้าน
อีกทั้งขยายผลการฝึกซ้อมให้ครอบคลุมทุกภัยตามความเสี่ยงของพื้นที่ และขยายผลขอบเขตฝึกฯ ไปยังระดับอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนเรียนรู้ขั้นตอนและการอพยพ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนพึ่งพาตนเองในเบื้องต้นได้อย่างปลอดภัย เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงมหาดไทยในการเตรียมพร้อมบริหารจัดการสาธารณภัยในพื้นที่เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน
ด้าน นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า การฝึกการบริหารวิกฤตกิจการระดับชาติเป็นการฝึกที่ ปภ. ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ กรณีภัยพิบัติขนาดใหญ่ ที่เราได้นำมาเป็นสถานการณ์ฝึก ซึ่งเราจะได้มีการประเมินผลการฝึกเพื่อนำไปพัฒนาการฝึกในครั้งต่อ ๆไป นอกจากนี้ หน่วยงานต่าง ๆ ยังได้นำประสบการณ์ที่ได้จากการฝึกฯ ไปพัฒนาแนวทางการปฏิบัติของหน่วยงานให้เหมาะสม รวมถึงมีความเข้าใจในระบบบัญชาการเหตุการณ์ และกลไกการยกระดับการจัดการสาธารณภัย ที่สำคัญ คือเกิดเครือข่ายความร่วมมือในการการป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณภัยทีมีการปฏิบัติบัติที่เป็นทิศทางเดียวกัน เพื่อดูแลพี่น้องประชาชนให้มีความปลอดภัยมากที่สุด








