วัด-ชุมชุน วอนหน่วยงานรัฐเร่งจัดการ หลังคนเร่ร่อนทยอยเข้ามาปักหลักอาศัยในวัด ใช้ศาลา เมรุ และห้องน้ำเป็นที่พัก บางรายลักเล็กขโมยน้อย งัดแงะทรัพย์สินวัดและร้านค้ารอบตลาด ทำชาวบ้าน-ญาติโยมหวาดผวา
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 15 ก.ค.69 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณด้านหลังอาคารศาลาการเปรียญ วัดมรรคสำราญ บ้านดอนหญ้านาง ม.13 ต.ศิลา อ.เมือง จ.ขอนแก่น พบพระนิคม เตชะปุญโญ อายุ 58 ปี พระลูกวัดฯ พร้อมด้วยนายจักรินทร์ ชาหนองอ้อ อายุ 61 ปี ประธานชุมชนดอนหญ้านาง 2 ร่วมกันตรวจสอบพื้นที่และผลักดันคนเร่ร่อนที่นำเสื้อผ้า ที่นอน หมอน อาหาร และเครื่องปรุงต่าง ๆ เข้ามาปักหลักอาศัยอยู่ภายในวัด
จากการตรวจสอบพบว่าคนเร่ร่อนบางรายประกอบอาชีพเก็บของเก่าหรือขยะขาย บางรายเดินเรี่ยไรขอเงินหรืออาหารจากประชาชนในชุมชน ขณะที่บางรายมีพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย โดยเฉพาะบริเวณหน้าวัดซึ่งเป็นพื้นที่ตลาดและมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้ามาวางจำหน่ายจำนวนมาก มักถูกขโมยอาหารและทรัพย์สินอยู่เป็นประจำ
พระนิคม เตชะปุญโญ อายุ 58 ปี พระลูกวัดฯ กล่าวว่า บางครั้งเข้าไปถามคนเร่ร่อนอย่างวันนี้พบว่าเป็นชาวจังหวัดหนองคาย อ้างว่านั่งรถโดยสารสาธารณะต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงวัดแห่งนี้ ซึ่งทางวัดไม่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ จึงต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดำเนินการตามขั้นตอน ปัจจุบันพระและญาติโยมที่เดินทางมาประกอบศาสนกิจเริ่มรู้สึกไม่สบายใจและไม่ปลอดภัย แม้ว่าคนเร่ร่อนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีพฤติกรรมทำร้ายร่างกายประชาชนโดยตรง แต่การเข้ามาอาศัยอยู่ภายในวัดเป็นจำนวนมากก็ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศและการใช้พื้นที่ของประชาชน
ด้านนายจักรินทร์ ชาหนองอ้อ อายุ 61 ปี ประธานชุมชนดอนหญ้านาง 2 กล่าวว่า ชุมชนได้รับการประสานจากเจ้าอาวาสวัด ขอให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาคนเร่ร่อนและคนจรจัดที่ทยอยเข้ามาอาศัยอยู่ภายในวัดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากที่ผ่านมาแม้ทางวัดและชุมชนจะพยายามพูดคุย ตักเตือน หรือขอให้ออกจากพื้นที่ แต่ไม่นานก็จะย้อนกลับเข้ามาอาศัยอีกเช่นเดิม คนกลุ่มดังกล่าวใช้พื้นที่ภายในวัดเป็นที่พักอาศัย ทั้งบริเวณเมรุ ศาลา และห้องน้ำ ใช้สถานที่สาธารณะเป็นที่นอนและใช้ชีวิตประจำวัน รับประทานอาหารแล้วทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ภาชนะที่นำมาใช้ก็ไม่ล้าง ส่งผลให้เกิดความสกปรกและกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัดอย่างชัดเจน คนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาพึ่งวัดเพราะสามารถอยู่อาศัยได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ แม้ทางวัดหรือชุมชนจะให้คำแนะนำหรือขอความร่วมมือก็ไม่ยินยอมปฏิบัติตาม อีกทั้งหลายคนมีสภาพร่างกายทรุดโทรม และบางรายมีลักษณะคล้ายมีปัญหาด้านสติสัมปชัญญะหรือสุขภาพจิต ทำให้การพูดคุยทำความเข้าใจเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะที่จำนวนคนที่เข้ามาอาศัยยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
"ที่ผ่านมาเจ้าอาวาสได้มอบหมายให้ตนเข้ามาช่วยจัดการปัญหาหลายครั้ง เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้เข้ามาแล้วกลับไม่ยอมออกจากพื้นที่ บางรายยังสร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินของวัด โดยเฉพาะห้องน้ำที่เพิ่งก่อสร้างใหม่ ซึ่งถูกงัดแงะ รื้อค้น และทำลายสิ่งของอยู่บ่อยครั้ง ทำให้วัดต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและดูแลรักษา จึงเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกินกำลังของชุมชนที่จะรับมือเพียงลำพัง ภายหลังได้รับอนุญาตจากเจ้าอาวาสแล้ว อยากให้หน่วยงานราชการเข้ามาเป็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง เช่น การติดตั้งจุดตรวจหรือ กล่องแดง และให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจตราพื้นที่ทุก 2-3 ชั่วโมง เชื่อว่าจะช่วยลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมาก"
นายจักรินทร์ กล่าวต่อว่า อยากให้ช่วยตั้งจุดตรวจหรือกล่องแดงให้ครอบคลุมรอบบริเวณวัด เพราะวัดตั้งอยู่ติดตลาด มีประชาชนเข้าออกตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะห้องน้ำที่พระสร้างไว้เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน หากมีจุดตรวจบริเวณศาลาชุมชนหรือด้านหน้าวัด เมื่อผู้ที่คิดจะเข้ามาก่อเหตุหรือสร้างปัญหาเห็นว่ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจตราสม่ำเสมอ ก็น่าจะช่วยป้องปรามได้ ส่วนการผลักดันคนจรจัดออกจากพื้นที่ อยากให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่โดยตรง เพราะชุมชนพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ เรื่องนี้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างวัด เทศบาล และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ








