เกิดเหตุสารแอมโมเนียรั่วไหลภายในโรงน้ำแข็งแห่งหนึ่ง ในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ส่งผลให้กลุ่มควันและกลิ่นของสารแอมโมเนียฟุ้งกระจายไปยังพื้นที่โดยรอบ สร้างความแตกตื่นให้กับประชาชนและสถานศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากการสูดดมสารเคมี
หลังรับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าหน้าที่ตำรวจ และหน่วยกู้ภัย ได้ระดมกำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่ พร้อมประสานโรงเรียนที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุให้เร่งอพยพครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาออกจากพื้นที่เสี่ยงทันที ขณะเดียวกันได้แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยหรือประกอบอาชีพในบริเวณใกล้เคียงให้ออกจากพื้นที่ชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรีได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และตรวจเยี่ยมผู้ได้รับผลกระทบที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเดิมบางนางบวช เบื้องต้นพบว่ามีนักเรียน ครู คนงาน และประชาชนได้รับผลกระทบรวมกว่า 30 ราย ส่วนใหญ่มีอาการแสบตา แสบจมูก ระคายเคืองทางเดินหายใจ ไอ และเวียนศีรษะ โดยทั้งหมดอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด และบางรายสามารถกลับบ้านได้แล้ว
นายเทิดศักดิ์ จารุจารีต รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวว่า ผู้ได้รับผลกระทบจากการสูดดมสารแอมโมเนียแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ คนงานในโรงงาน ประชาชนในพื้นที่ และผู้ที่อยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ ซึ่งเข้ารับการประเมินอาการแล้วกว่า 30 ราย ขณะนี้ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการแสบตาและแสบจมูก แต่ยังไม่พบผู้มีอาการรุนแรง
ทั้งนี้ ความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้นของสารแอมโมเนียที่ได้รับ โดยเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษและเจ้าหน้าที่ ปภ. อยู่ระหว่างตรวจวัดระดับความเข้มข้นของสารแอมโมเนียในพื้นที่ เพื่อประเมินความปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการที่สวมชุดป้องกันสารเคมีและอุปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ภายในโรงน้ำแข็ง ก่อนสามารถปิดวาล์วต้นตอการรั่วไหลของสารแอมโมเนียได้สำเร็จ ทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์และป้องกันการรั่วไหลเพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงกั้นพื้นที่โดยรอบจุดเกิดเหตุ พร้อมตรวจวัดคุณภาพอากาศและระดับความเข้มข้นของสารแอมโมเนียอย่างต่อเนื่อง ก่อนพิจารณาอนุญาตให้ประชาชนกลับเข้าพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย
สำหรับสาเหตุของการรั่วไหล อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อหาสาเหตุว่าเกิดจากอุปกรณ์ชำรุด ความบกพร่องของระบบ หรือปัจจัยอื่น พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานและดำเนินการตามกฎหมาย รวมทั้งกำชับผู้ประกอบการให้ตรวจสอบระบบความปลอดภัย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก








