ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน
เมื่อบริบทโลกเปลี่ยน กองทัพต้องปรับตัว ในยุคที่ความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการป้องกันชายแดนทางบก ทางน้ำ หรือทางอากาศ ตำรวจแต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติทางไซเบอร์ เทคโนโลยีอวกาศ และภัยคุกคามรูปแบบใหม่ (Non-traditional Threats) การประชุมผู้นำเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ 2569 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่สังคมจับตามอง เพราะนี่คือเวทีระดับสูงสุดในการกำหนดทิศทาง ยุทธศาสตร์ และการบูรณาการกำลังพลของชาติให้พร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย
การประชุมในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การรายงานผลการปฏิบัติงานตามปกติ แต่เป็นการ "ทรานส์ฟอร์ม" กองทัพอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:
1. การปฏิรูปกองทัพและปรับลดกำลังพลอย่างยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่ถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในปี 2569 คือ การปรับลดขนาดกองทัพให้กะทัดรัด แต่มีประสิทธิภาพสูง (Lean & Agile) ผู้นำเหล่าทัพได้ร่วมกันประเมินผลการปรับลดสัดส่วนนายทหารอัตราจอมพล-พลเอก และการเดินหน้าแนวทาง "ทหารสมัครใจ" เพื่อมุ่งสู่กองทัพมืออาชีพอย่างเต็มรูปแบบ
2. ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศโลกขับเคลื่อนด้วย Data กองทัพไทยก็เช่นกัน ที่ประชุมได้เน้นย้ำการพัฒนาศูนย์ไซเบอร์ทหารของทุกเหล่าทัพ ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อป้องกันการโจมตีระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศ และการต่อต้านสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare)
3. กองทัพเพื่อประชาชน: บรรเทาสาธารณภัยเชิงรุก จากสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) ที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ที่ประชุมได้มีการอนุมัติแผนเผชิญเหตุและจัดตั้ง "หน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อบรรเทาสาธารณภัย" บูรณาการเครื่องมือของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ เพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนในเหตุภัยพิบัติได้ทันทีภายใน 3 ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ
เมื่อวันที่ 6 ก.ค.69 ที่ห้องประชุมศรียานนท์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการทหารเรือ และรองผู้บัญชาการทหารอากาศ และพลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ, พลตรีวิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย พลตรี วินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบก นาวาอากาศเอกวุฒิกร สุวารี รองโฆษกกองทัพอากาศ พล.ต.ท.ไตรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ในที่ประชุมได้นำเสนอแนวความคิดในการป้องกันภัยทางอากาศร่วม มีสาระสำคัญดังนี้กองบัญชาการกองทัพไทย ได้นำเสนอแนวความคิดในการปฏิบัติการป้องกันภัยทางอากาศร่วมแบบบูรณาการ (Joint Integrated Air and Missile Defense : Joint IAMD) โดยมีหน่วยระบบอัตโนมัติและป้องกันภัยทางอากาศร่วม (Joint Autonomous and Air Defence Force : JAAF) ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capabilities Command: JCC) ซึ่งได้เริ่มทดลองปฏิบัติราชการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นหน่วยรับผิดชอบ โดยได้วิเคราะห์บทเรียนจากการรบและภัยคุกคามทางอากาศ วิเคราะห์ขีดความสามารถและกำหนดแนวความคิดในการปฏิบัติของกองทัพไทย ซึ่งจะต้องมีระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่เชื่อมโยงกัน มีระบบภาพสถานการณ์ร่วม มีระบบสกัดกั้นและทำลายที่หลากหลาย ตลอดจนแบ่งมอบความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม โดยกองบัญชาการกองทัพไทยจะรับผิดชอบในภาพรวม กองทัพอากาศเป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการสนธิระบบการเฝ้าตรวจทางอากาศของกองทัพไทยและการป้องกันส่วนรวมเป็นพื้นที่ (Area Defense) โดยประสานการปฏิบัติกับหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของเหล่าทัพ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันภัยทางอากาศเฉพาะตำบล (Point Defense) และการป้องกันตนเอง (Self Defense) ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำแนวความคิดดังกล่าวไปปรับปรุงแผนป้องกันภัยทางอากาศ (ทปอ.) และกำหนดแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถด้านการป้องกันภัยทางอากาศร่วมของกองทัพไทยต่อไป
พลตรี วินธัยสุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่ากองทัพบก นำเสนอบทเรียนจากการรบและแนวความคิดในการพัฒนาขีดความสามารถสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วม โดยเฉพาะอากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนพลีชีพขนาดเล็ก โดยได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ของหน่วยดำเนินกลยุทธ์ ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการระบบอาวุธประจำกายและอาวุธประจำหน่วย เพื่อให้หน่วยที่มีความคล่องตัวและมีขีดความสามารถในการป้องกันตนเองขั้นต้น (Self Defense) ในเขตหน้า โดยครอบคลุมทั้ง ระบบการตรวจจับ (Sensor) ระบบอาวุธยิงตรง (Shooter) และระบบการควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control : C2) สำหรับแนวทางการพัฒนาและบริหารจัดการระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับในภาพรวม กองทัพบกจะบริหารจัดการยุทโธปกรณ์ระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับร่วมกัน ระหว่างหน่วยดำเนินกลยุทธ์ และหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก (นปอ.) เพื่อให้เกิดความประสานสอดคล้องและลดความซ้ำซ้อน ในส่วนของระบบควบคุมบังคับบัญชา (C2) ที่จะจัดหาในอนาคตจะต้องมีมาตรฐานระบบเชื่อมต่อข้อมูล เพื่อให้เกิดภาพสถานการณ์ทางอากาศร่วมในสนามรบ ส่งผลให้ผู้บังคับบัญชาสามารถควบคุม ประสานห้วงอากาศ และตกลงใจแบ่งมอบเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพสูงสุด
พลเรือตรีปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่ากองทัพเรือ นำเสนอระบบป้องกันภัยทางอากาศ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่รับผิดชอบทั้งด้านการทหาร และเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ฐานทัพ ท่าเรือ หน่วยทหาร พื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ รวมถึงแท่นขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ โดยมีการแจ้งเตือนสถานการณ์ (Alert Situation) ผ่านระบบตรวจจับของกองเรือ หน่วยป้องกันชายฝั่ง และเซนเซอร์ต่าง ๆ ซึ่งแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางอากาศกับกองทัพอากาศและหน่วยที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างภาพสถานการณ์ร่วม (Common Operational Picture : COP) มีศูนย์ปฏิบัติการกองทัพเรือ (ศปก.ทร.) และศูนย์ปฏิบัติการทัพเรือภาค (ศปภ.ทรภ.) เป็นหน่วยควบคุมบังคับบัญชา (Command and Control : C2) ขณะที่หน่วยเรือและหน่วยปืนต่อสู้อากาศยานชายฝั่งทำหน้าที่เป็นหน่วยยิง (Shooter) เชื่อมโยงข้อมูลผ่านระบบ Air Command and Control System (ACCS) ของกองทัพอากาศ และระบบ COP สำหรับการปฏิบัติการในทะเลจะใช้การบูรณาการเซนเซอร์และอาวุธประจำเรือร่วมกับการจัดอากาศยานลาดตระเวน รวมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลกับกองทัพอากาศผ่านระบบ Tactical Datalink
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการร่วม นอกจากนี้ยังมีการเสริมสร้างขีดความสามารถ โดยพัฒนาระบบตรวจการณ์ระยะไกลด้วยเรดาร์ ระบบตรวจการณ์จากอากาศยานและสถานีเรดาร์ชายฝั่งครอบคลุมทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน เสริมสร้างอาวุธต่อสู้อากาศยานของเรือและหน่วยยิงในพื้นที่ทางบก ตลอดจนพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับ (UAS) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (C-UAS) ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญเพิ่มมากขึ้นในสงครามยุคปัจจุบัน
นาวาอากาศเอกวุฒิกร สุวารี รองโฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่ากองทัพอากาศ นำเสนอการพัฒนาขีดความสามารถการป้องกันภัยทางอากาศร่วม โดยได้กำหนดแนวคิดในการป้องกันภัยทางอากาศในลักษณะระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นระบบที่เชื่อมโยงขีดความสามารถด้านการบัญชาการและควบคุม ระบบตรวจจับ และการใช้กำลังเข้าด้วยกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้สามารถควบคุมห้วงอากาศ ป้องกันพื้นที่สำคัญ รวมทั้งตอบโต้ภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการกำหนดพื้นที่ปฏิบัติการและเขตป้องกันทางอากาศเพื่อการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่างเหมาะสม ตลอดจนการเสริมสร้างขีดความสามารถตามแผนการพัฒนาการป้องกันทางอากาศ รวมทั้งดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ นอกจากนี้ กองทัพอากาศอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์บริหารจัดการ ควบคุม และต่อต้านอากาศยาน ซึ่งไม่มีนักบินแห่งชาติ” ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่บูรณาการการดำเนินงานต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินในหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้พร้อมรองรับภัยคุกคามทางอากาศในทุกรูปแบบ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตามสภาวะแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา
พล.ต.ท.ไตรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติร่วมกับกองทัพไทยภายใต้ระบบการป้องกันภัยทางอากาศของประเทศ โดยเฉพาะภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับซึ่งมีความเชื่อมโยงทั้งมิติความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ และการสู้รบ โดยได้มีการตรวจค้นและจับกุมอากาศยานไร้คนขับที่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงหรือกระทำผิดกฎหมาย ดำเนินการรวบรวมข้อมูล สืบสวน และแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประเมินภัยคุกคาม นำไปสู่การวางแผนการรักษาความปลอดภัยพื้นที่สำคัญ บุคคลสำคัญ และการประชุมระดับชาติ ตลอดจนได้เตรียมความพร้อมด้านกำลังพล เครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยมุ่งเน้นการตรวจจับ ติดตาม และตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และมีเอกภาพ ระหว่างเกิดเหตุ รวมทั้งสืบสวนขยายผลเครือข่ายนำเข้า จัดเก็บ และลำเลียงอุปกรณ์ เพื่อสกัดกั้นภัยคุกคาม ตั้งแต่ต้นทาง และยกระดับความมั่นคงของประเทศในภาพรวมอย่างยั่งยืน
พลเอก อุกฤษฎ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดการพัฒนาขีดความสามารถระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วม มาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป
ในยุคปัจจุบันไม่ได้สู้รบกันด้วยจำนวนกำลังพลเพียงอย่างเดียว แต่สู้กันด้วยเทคโนโลยี ความรวดเร็วในการตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือร่วมใจกันของทุกเหล่าทัพอย่างไร้รอยต่อ เพื่อให้พี่น้องประชาชนเชื่อมั่นว่า กองทัพเป็นที่พึ่งของประชาชนในทุกโอกาสอย่างแท้จริง" ที่ประชุมสะท้อนให้เห็นว่า "ความเป็นเอกภาพ (Unity)" คือกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนกองทัพไทยในปี 2569 สายตาประชาชน
ผลลัพธ์จากการประชุมผู้นำเหล่าทัพ ครั้งที่ 5/2569 นี้ เป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า กองทัพไทยกำลังพยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ลดความเทอะทะ เพิ่มความทันสมัย และมุ่งเน้นภารกิจที่จับต้องได้เพื่อประโยชน์ของประชาชน








