คณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากสถานประกอบการ ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าการดูดตะกอนดำในคลองตะเข้ บริเวณใกล้โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เพื่อเร่งฟื้นฟูคุณภาพน้ำและแก้ไขปัญหาน้ำเสียในพื้นที่อย่างเป็นระบบ
วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายเลิศชัย สกลเสาวภาคย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ในฐานะประธานคณะทำงานป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำเสียจากสถานประกอบการ พร้อมด้วย พ.อ.วีระชัย ผองแก้ว รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสระบุรี (ท.), นายตรีพงษ์ กลันทปุระ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี, นายพิบูลย์ โชตเศรษฐ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสระบุรี ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน ลงพื้นที่ตรวจสอบการดูดตะกอนบริเวณใกล้ฝายห้วยตะเข้ ตำบลปากข้าวสาร อำเภอเมืองสระบุรี
การดำเนินงานครั้งนี้ใช้เรือยนต์และเครื่องดูดตะกอน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำสีดำในคลอง โดยได้รับความร่วมมือจาก บริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ก่อนหน้านี้ นายบัญชา เชาวรินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ได้สั่งการให้คณะทำงานฯ เร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ทั้งการขุดลอกและดูดตะกอนในลำคลองสาธารณะอย่างเป็นระบบ การฉีดพ่นสารชีวภาพ (EM) เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำ การเก็บตัวอย่างน้ำผิวดินเพื่อตรวจวิเคราะห์ รวมถึงการบูรณาการทุกหน่วยงานลงพื้นที่ตรวจสอบการระบายน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรมในจุดเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งชุดเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์น้ำ เปิดช่องทางรับแจ้งเหตุจากประชาชน และเร่งดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
นายเลิศชัย กล่าวว่า การฟื้นฟูคลองห้วยตะเข้ดำเนินการตามขั้นตอนทางวิชาการ ตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ การดูดตะกอน และการกำจัดตะกอนตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม โดยเรือดูดตะกอนที่นำมาใช้เคยปฏิบัติงานในพื้นที่ห้วยคลิตี้ จังหวัดกาญจนบุรี มาก่อน หลังดูดตะกอนแล้ว จะปล่อยให้ตะกอนแห้งหมาด ก่อนนำไปกำจัดด้วยการเผาในเตาปูนซีเมนต์ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน ที่อุณหภูมิประมาณ 1,400 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นวิธีที่ได้มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
รองผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี ระบุว่า แนวทางดังกล่าวเคยประสบผลสำเร็จในหลายพื้นที่ และคาดว่าจะช่วยลดการสะสมของตะกอน ฟื้นฟูคุณภาพน้ำและระบบนิเวศของคลองห้วยตะเข้ได้ในระยะยาว พร้อมย้ำว่า จังหวัดได้ดำเนินมาตรการในอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ตลอดกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ส่วนขั้นตอนการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจโดยตรง เช่น กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ขณะที่ชุดเฉพาะกิจจะยังคงเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ก่อมลพิษอย่างเด็ดขาดตามนโยบายของผู้ว่าราชการจังหวัด








