"สส.รัชนี" ยื่นหนังสือด่วนถึงประธานสภาฯ จี้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาภัยแล้งและวิกฤตน้ำประปาขาดแคลนในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด
วันที่ 1 ก.ค.69 ดร.เอกภาพ พลซื่อ อดีตโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นางสาวรัชนี พลซื่อ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 3 ได้ทำหนังสือด่วนถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอปรึกษาหารือต่อประธานในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ประจำปี 2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ก่อนเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนอย่างหนักของพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดเข้าสู่กระบวนการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะวิกฤตการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตรกรรมที่กำลังส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในหลายอำเภอขณะนี้
สำหรับประเด็นเร่งด่วนประเด็นแรก ปัจจุบันพื้นที่เทศบาลตำบลเมยวดี อำเภอเมยวดี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของส่วนราชการและโรงพยาบาล กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำประปาขั้นวิกฤต เนื่องจากแหล่งน้ำดิบจากฝายห้วยกลอยแห้งขอดอย่างหนัก แม้ทางเทศบาลจะนำรถบรรทุกขนน้ำดิบมาจากหนองสองห้องเพื่อเติมถังเก็บน้ำของโรงกรองน้ำประปาแล้ว แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนทางนายกเทศมนตรีจำเป็นต้องประกาศเปิด-ปิดน้ำเป็นเวลา จากสถานการณ์ดังกล่าว ทาง สส.รัชนี พลซื่อ จึงได้ประสานงานและเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ร้อยเอ็ด สำนักงานชลประทานร้อยเอ็ด และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เร่งส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เข้าช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุดภายใน 1-2 วันนี้
นอกจากนี้ ในภาคการเกษตรยังพบว่าพื้นที่อำเภอโพนทอง อำเภอหนองพอก อำเภอเมยวดี อำเภอโพธิ์ชัย และอำเภอเสลภูมิ กำลังเผชิญกับสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ต้นกล้าของเกษตรกรเริ่มเหลืองแห้งตายจากการขาดแคลนน้ำ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะมีการสั่งการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด ไปบ้างแล้ว แต่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ครอบคลุม สส.รัชนี พลซื่อ จึงได้เรียกร้องให้มีการขยายพื้นที่ปฏิบัติการฝนหลวง พร้อมเร่งรัดมาตรการช่วยเหลือมายังทั้ง 5 อำเภอโดยด่วนที่สุด ซึ่งในระหว่างนี้ทาง สส.รัชนี พลซื่อ พร้อมทีมงานได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันความช่วยเหลือและยกระดับการจัดการน้ำในพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ดให้เกิดความยั่งยืนต่อไป








