จันทบุรีเข้ม! กมธ.ความมั่นคงฯ ลงพื้นที่ชายแดน เร่งรัดรั้วไทย–กัมพูชา–ลุยแก้น้ำแล้ง–ช้างป่าเต็มระบบ
จันทบุรีส่งข่าว//คณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ ลงพื้นที่จันทบุรีติดตามโครงการก่อสร้างรั้วชายแดนนำร่อง ยืนยันสถานการณ์ตามแนวชายแดนยังปกติ พร้อมเร่งขับเคลื่อนแผนบริหารจัดการน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรม
วันที่ 27 มิถุนายน 2569 นายมณเฑียร สงฆ์ประชา ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ให้การต้อนรับ
สำหรับพื้นที่ชายแดนของจังหวัดจันทบุรี ในอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว มีแนวชายแดนติดกับประเทศกัมพูชารวมระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตรมีชาวบ้านในพื้นที่เสี่ยงการปะทะประมาณ 1,300 ครัวเรือน หรือประมาณ 5 ตำบล 35 หมู่บ้าน โดยกองบัญชาการกองทัพไทย เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนโครงการก่อสร้างรั้วชายแดน ตามโครงการกองทุนหทัยทิพย์ ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ ตามพระดำริของสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ซึ่งกำหนดให้อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี เป็นพื้นที่เริ่มต้นดำเนินการแห่งแรก
ทั้งนี้ นาวาเอก ปรัชญา โพธิ์ย้อย ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด รายงานว่า ขณะนี้การก่อสร้างบริเวณหลักเขตแดนที่ 52 คืบหน้าไปแล้วร้อยละ 45 โดยทำควบคู่ไปกับการสร้างถนนสายความมั่นคง ส่วนกรณีที่มีภาพช่องว่างของแนวรั้วปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์จนเกิดข้อสงสัย กองทัพเรือชี้แจงว่า เป็นเพียงขั้นตอนการก่อสร้างตามหลักวิศวกรรมที่ยังไม่แล้วเสร็จ และแนวเขตแดนนี้ได้รับการยอมรับร่วมกันจากทั้งสองประเทศแล้ว พร้อมยืนยันว่า "ไม่มีการเปิดด่านชายแดน" อย่างแน่นอน
นอกจากมิติด้านความมั่นคงแล้ว ตัวแทนท้องถิ่นยังได้สะท้อนปัญหาภัยแล้ง โดยเสนอให้ผลักดัน "โครงการอ่างเก็บน้ำค่ายเทวาพิทักษ์" ความจุ 4.3 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งยังติดเงื่อนไขข้อกฎหมายเนื่องจากต้องใช้พื้นที่ป่าไม้กว่า 337 ไร่ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการฯ รับปากจะเร่งนำเสนอต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อหาทางออกในการบริหารจัดการน้ำและช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
ภูมิภาค17








