“ครูปรีชา ค้นหาความจริง” ลงพื้นที่ช่วย 2 เยาวชนคดีฆ่าคนตายที่นครปฐม หลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 6 ปี 8 เดือน ยืนยันพบพิรุธในสำนวน พร้อมเดินหน้าหาพยานหลักฐานและกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์
วันที่ 19 มิ.ย.69 นายปรีชา ใคร่ครวญ หรือครูปรีชา คนดังนตำนาน ในฐานะประธาน "ชมรมครูปรีชา..ค้นหาความจริง" เดินทางมาพบกับนายวิทยา อายุ 47 ปี อยู่ ม.4 ต.ทัพหลวง อ.เมือง จ.นครปฐม นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และเพื่อนสนิทคือ นายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ซึ่ง ทั้ง 2 รายตกเป็นผู้ต้องหาที่ศาลจังหวัดนครปม ตัดสินในคดีร่วมกฆ่าคนตายโดยเจตนา และร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นและพกพาอาวุธมีดไปในเมือง หมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งได้รับการตัดสินให้มีโทษจำ 6 ปี 8 เดือน โดยเป็นเหตุให้ ด.ช.ฉัตร (นามสมมติ) อายุ 14 ปี ถึงแก่ความตาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 เวลา 23.15 น. ซึ่งทั้งนายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ได้ประกันตัวออกมาเพื่อต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์
นายวิทยา อายุ 47 ปี บิดาของนายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี บอกว่าบุตรชายถูกศาลตัดสินจากศาลชั้นต้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เคยมีการร้องเรียนไปยังสื่อมวลชนเพื่อประกาศหาพยานบุคคลหรือผู้ที่มีภาพวงจรปิดในที่เกิดเหตุบริเวณถนนสายมาลัยแมน เลยแยกหนองงูเหลือม ฝั่งเข้าเมือง ตำบลทับหลวง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม เพื่อมาแสดงหลักฐานให้กับศาลได้เห็นว่านายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปีเพื่อนของบุตรชาย ไม่ได้เป็นคนลงมือก่อเหตุทั้งยังถูกบุคคลไม่ทราบว่าเป็นใครใช้มีดฟันที่ศรีษะได้รับบาดเจ็บต้องนอนโรงพยาบาลในคืนเกิดเหตุ แต่สุดท้ายก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาแจ้งว่าทั้งคู่เป็นผู้ก่อเหตุฆ่าคนตาย จากนั้นได้มีการบอกให้เซ็นเอกสารทั้งทั้งที่พยายามบ่ายเบี่ยงและขอพบกับผู้ปกครอง กระทั่งยอมเซ็นต์เอกสาร และนำไปสู่การฟ้องนำดำเนินคดีและตัดสินจากศาลชั้นต้นในที่สุด
นายวิทยา อายุ 47 ปี บอกว่าหลังจากได้มีการร้องเรียนผ่านสื่อไปเพื่อหาคนที่มีหลักฐาน โดยเฉพาะเจ้าของกล้องวงจรปิดในพื้นที่บริเวณริมถนนไม่มีใครที่ให้ความร่วมมือมอบภาพดังกล่าวโดยบอกว่าตำรวจไม่ให้ แต่ก็มีคนหนึ่งได้มอบภาพวงจรปิดบริเวณหน้าบ้านมาให้เป็นลักษณะไกล ซึ่งในเวลา 23.10-23.15 น. ตามที่พนักงานสอบสวนได้ลงเวลาไว้ก็ไม่พบว่าปรากฏมีเหตุอะไรเกิดขึ้น แต่ในช่วงคืนวันเดียวกันระยะไล่เลี่ยกันเป็นบุตรชายตนเองและเพื่อนสนิทได้ถูกกลุ่ม วัยรุ่นไม่ทราบว่าเป็นใครใช้อาวุธมีดขี่จักรยานยนต์สวนทางมาแล้วใช้มีดฟันเข้าที่ศรีษะ จนได้รับบาดเจ็บและต้องถูกนำตัวไปส่งโรงพยาบาลนครปฐม โดยเมื่อมองย้อนย้อนกลับไปก็ยังไม่เห็นว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น แต่สุดท้ายตำรวจก็ไม่รับแจ้งความในคดีที่ทั้งสองคนได้ถูกก่อเหตุ แต่กลับมาเป็นผู้ต้องหาและถูกตัดสินจากศาลชั้นต้น
"เมื่อสองสามวันก่อนผมได้หารือกับครูปรีชาซึ่งเป็นครูที่เคยสอนหนังสือผมว่าผมมีปัญหาเนื่องจากลูกชายไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่ถูกตัดสินในคดีฆ่าคนตาย และเล่าเรื่อง ทั้งหมดให้ฟัง โดยครูปรีชา ก็บอกว่าเป็นเรื่องของความผิดปกติหลายอย่างจึงพร้อมจะเดินหน้าเข้ามาช่วยดูคดี แต่ไม่ห่างกันได้มีคนร้ายพยายามงัดหลังคาบ้าน เหมือนพยายามจะโรยตัวเข้ามาซึ่งตนเองมาเห็นจากกล้องวงจรปิดก็รู้สึกตกใจ ในคืนถัดมาก็นอนไม่หลับกลางดึกก็มีคนใช้ไม้หน้าสามโยนขว้างเข้ามาบนหลังคาเสียงดังสนั่น ซึ่งผมรู้ว่าเป็นการกดดันจากใครสักคนเพราะเขารู้ว่าผมพยายามไปพบคนที่มีชื่อเสียงให้เข้ามาช่วยเหลือในเรื่องนี้ ผมพยายามจะดำเนินการช่วยเหลือลูกและเพื่อนลูกชายเพราะเชื่อในความบริสุทธิ์ของเขา แต่ผลกระทบตอนนี้คือเงินหมดไปกับการวิ่งหาคนช่วย เปิดร้านซ่อมรถจักรยานยนต์แทบไม่ได้ ต้องให้ลูกหยุดเรียน และเริ่มมีความเครียดเนื่องจากโดนคุกคาม ถ้าลูกผมผิดผมจะให้ยอมรับแต่ผมเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีความผิดปกติหรือความผิดพลาดจากอะไร ลูกผมและเพื่อนลูกจึงต้องตกมาเป็นจำเลย และเราจะสู้คดีให้ถึงที่สุดเพราะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้น" นายวิทยากล่าว
ขณะที่ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี บอกว่า ทุกวันนี้มีความเครียดและยืนยันว่าไม่ได้ผู้ลงมือก่อเหตุเกิดเหตุเห็นรถจักรยานยนต์กลุ่มใหญ่ขี่สวนไปออกนอกเมือง โดยที่ไม่เห็นว่ามีการจอดรถหรือมีใครประสบอุบัติอุบัติเหตุอยู่ข้างทางจนต้องมีการหยุดรถหรือจับกลุ่มกัน แต่ช่วงที่ตนเองขี่สวนมาได้ประมาณ 500 เมตรได้มีคนร้ายขี่จักรยานสวนทางมาซึ่งตนเองคิดว่าเป็นชาวบ้านแต่จูจูก็ได้ใช้มีดฟันเข้าที่ตนเองและเพื่อน จนรถจักรยานยนต์ ล้มลงและพากันไปหาหมอ ก่อนจะมีตำรวจมาบอกว่าผมและเพื่อนฆ่าคนตาย ซึ่งผมยืนยันว่าผมไม่ได้ทำ
ทั้งคู่บอกว่า วันนี้ไม่มีเงินเรียนหนังสือเพราะทั้งสองบ้านต้องไปหาเงินมาเพื่อตามหาพยาน แต่ก็ไม่มีใครมาเป็นให้ ส่วนเพื่อนที่คบหาก็หลบหนีหน้ากันไปหมด มีความเครียดอยากจะบอกใครว่าเราไม่ได้ทำ แต่ก็ไม่มีใครเชื่อเพราะศาลตัดสินไปแล้ว ตอนนี้รู้สึกอับอาย เงินไม่มี ต้องออกมาหางานทำ และล่าสุดต้องมาผวากับการถูกข่มขู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เพราะเราไม่เคยไปทำร้ายใคร อยากจะให้มีใครสักคนเข้ามาช่วยในเรื่องนี้อย่างเต็มที่พร้อมยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองแต่ก็แทบจะสิ้นหวังเพราะไม่มีใครให้หลักฐานใดใดเพิ่มเติมมาอีก 2 หนุ่มกล่าวด้วยความเครียด
ครูปรีชา บอกว่า วันนี้ที่ได้เข้ามาช่วยเหลือ มาในฐานะชมรมครูปรีชา ค้นหาความจริง ซึ่งเมื่อรับฟังข้อมูลจากการร้องเรียนมาแล้วรู้สึกพบพิรุธหลายอย่าง โดยเฉพาะเสื้อของผู้เสียชีวิตที่ทางตำรวจระบุว่าเป็นสีฟ้า แต่เสื้อที่ทางพิสูจน์หลักฐานระบุเป็นเสื้อสีชมพู ซึ่งได้มีการสอบถามไปยังพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีแล้วได้แจ้งว่าอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนเพราะจุดดังกล่าวมีความมืดอาจจะมองเห็นเป็นคนละสี และในประเด็นที่ผู้เสียชีวิตได้นอนอยู่ริมถนนตรงเกาะกลาง ก็อยู่ห่างจากจุดที่ทั้งคู่คือ นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ถูกคนทำร้ายประมาณ 500 เมตร หลักฐานต่างๆเบื้องต้นดูแล้วขัดกันไปหมด ตรงนี้ต้องบอกว่า ครูไม่ได้เข้ามาละเมิดอำนาจศาล แต่จะเข้ามาพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏว่าใครเป็นคนร้ายที่ลงมือฆ่า ผู้ตายกันแน่
"ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว ก็ยังคงยืนยันอย่างนั้น วันนี้ไม่ได้มาโทษใครหรือเข้าข้างใครแต่จะเข้ามาทำหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชนที่เข้ามาร้องเรียน และขอความเป็นธรรม โดยจากนี้จะเริ่มเดินหน้าสืบหาหลักฐานต่างๆทั้งพยานบุคคล และหลักฐานอื่นๆ เพราะเชื่อว่าจะต้องมีคนเห็นเหตุการณ์ตรงนั้นจริงๆ แต่จะมีใครกล้าพูดหรือไม่ก็ไม่รู้ และก็ไม่ทราบและไม่ยืนยันว่าจะมีใครอยู่เบื้องหลังในเรื่องนี้แต่จะเข้ามาสู้ในเรื่องกระบวนการทางกฎหมายตามสิทธิ์ที่เขาพึงจะมี แล้วเราจะมาตามค้นหาความจริงกัน" ครูปรีชากล่าว
จากนั้น ครูปรีชา ได้นำสื่อมวลชนพร้อมกับผู้ร้องเรียน เพื่อชี้จุดต่างๆในเกิดเหตุให้เห็น โดยจุดแรกเป็นจุดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรับแจ้งเหตุว่าพบผู้เสียชีวิต อยู่ริมถนนมาลัยแมน ฝั่งเข้าเมืองนครปฐม และจุดที่นายเอ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี และนายเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 18 ปี ถูกคนร้ายใช้มีดฟันทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บ โดยมีการชี้ให้เห็นว่าถนนดังกล่าวมีความมืด ตลอดช่วงที่มีเสาไฟของแขวงกันทาง โดยจุดที่น่าสนใจคือจุดที่เป็นกล้องวงจรปิดที่ที่ตั้งอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ โดยนายวิทยา ได้บอกว่าตรงจุดนี้ได้เคยไปขอภาพจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วปรากฏว่าได้รับการบอกเพียงว่าไม่มี รวมถึงกล้องและบ้านเรือนต่างๆในที่เกิดเหตุทั้งสองจุดก็ไม่ยอมมีใครให้ข้อมูลหรือให้ภาพใด








