กรมทางหลวง เปิดเวทีเดินหน้าศึกษาทบทวนความเหมาะสม "มอเตอร์เวย์ MR1 ช่วง สุพรรณบุรี -อ่างทอง -สิงห์บุรี - ชัยนาท ตอน 2" ผ่านพื้นที่ อบต.หนองกระทุ่ม อบต.โพทะเล ณ หอประชุมอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
วันที่ 11 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. กรมทางหลวงจัดการประชุมปฐมนิเทศโครงการ (สัมมนาครั้งที่ 1) เพื่อศึกษาทบทวนความเหมาะสมของโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 5 (MR1) ช่วงสุพรรณบุรี–อ่างทอง–สิงห์บุรี–ชัยนาท ตอนที่ 2 ณ หอประชุมอำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมีพื้นที่ครอบคลุมตำบลหนองกระทุ่ม และตำบลโพทะเล โดยมีนางสาววีรวรรณ จันทเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี เป็นประธาน พร้อมด้วยนายแสน สุรวิญญูวร นายอำเภอค่ายบางระจัน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมอย่างคับคั่ง
ด้านนายกานต์ สินสืบผล ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสิงห์บุรี ในฐานะผู้แทนกรมทางหลวง ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการ พร้อมมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้จัดการโครงการ และผู้ชำนาญการด้านสิ่งแวดล้อม สำหรับการดำเนินโครงการครั้งนี้ เป็นการจ้างวิศวกรที่ปรึกษาเพื่อทบทวนการศึกษาความเหมาะสมด้านเศรษฐกิจ สำรวจและออกแบบรายละเอียด รวมถึงจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 450 วัน
ทั้งนี้ เนื่องจากสภาพพื้นที่มีการเปลี่ยนแปลง กรมทางหลวงจึงต้องศึกษาทบทวนข้อมูลด้านปริมาณจราจรและผลกระทบสิ่งแวดล้อมใหม่ เพื่อให้โครงการสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน รวมทั้งรองรับการเดินทางระหว่างภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงการ MR1 ช่วงดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการจราจรแออัดในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีและเส้นทางเชื่อมโยงใกล้เคียง ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนใกล้เต็มศักยภาพของเส้นทางเดิม
กรมทางหลวงระบุว่า โครงการดังกล่าวเข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และเสนอให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) พิจารณาก่อนดำเนินการก่อสร้าง สำหรับการศึกษาในครั้งนี้ กรมทางหลวงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ได้แก่ บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัท เอสทูอาร์ คอนซัลติ้ง จำกัด และบริษัท กรีน พลาเน็ท คอนซัลแตนท์ จำกัด เพื่อดำเนินการศึกษาแบบบูรณาการ ทั้งนี้ โครงการมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาโครงข่ายทางหลวงพิเศษให้เชื่อมโยงระบบขนส่งอื่นอย่างมีประสิทธิภาพ การออกแบบให้ได้มาตรฐานสากล และการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมพร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและติดตามผลกระทบอย่างเหมาะสม
กรมทางหลวงย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยกำหนดจัดการประชุมทั้งหมด 3 ครั้ง และการประชุมกลุ่มย่อยอีก 2 ครั้ง เพื่อรับฟังความคิดเห็นและนำไปใช้ประกอบการศึกษาโครงการต่อไป








