พายุลมกระโชกแรงพัดบ้านเรือนชาวบ้านใน 3 อำเภอของจังหวัดยโสธรพังเสียหายกว่า 105 หลังคาเรือน ขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธรได้นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องลุยพื้นที่เร่งให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน
วันที่ 8 มิ.ย.69 ที่จังหวัดยโสธรได้เผชิญวิกฤตวาตภัยช่วงเปลี่ยนผ่านฤดู โดยเมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ของวันที่ 7 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุลมกระโชกแรงพัดกระหน่ำบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ 3 อำเภออย่างหนักหน่วง ส่งผลให้มีบ้านเรือนของชาวบ้านถูกแรงลมพัดหลังคาพังเสียหายรวมกว่า 105 หลังคาเรือน แต่โชคดีที่ไม่ใครได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยล่าสุด นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร พร้อมด้วยคณะหัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ระดมกำลังลงพื้นที่เร่งสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม และวางแนวทางช่วยเหลือเยียวยาในด้านต่าง ๆ แม้หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยในแต่ละพื้นที่ได้เร่งเข้าเคลียร์สิ่งกีดขวางและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเป็นการเกิดเหตุแบบกระจายเป็นวงกว้างและค่อนข้างห่างกันของบ้านแต่ละหลังที่ได้รับผลกระทบ เช้านี้ยังคงต้องเร่งประเมินโครงสร้างบ้านเรือนที่เสียหาย เพื่อจัดส่งวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมโดยเร็วที่สุด
โดยจากการสรุปรายงานเบื้องต้น พบว่ามีพื้นที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 15 ตำบล 28 หมู่บ้าน รวมบ้านเรือนเสียหายอย่างน้อย 105 หลังคาเรือน ประกอบด้วย อำเภอมหาชนะชัย ได้รับความเสียหายหนักที่สุด ครอบคลุม 7 ตำบล 14 หมู่บ้าน ได้แก่ ต.ฟ้าหยาด, ต.บึงแก, ต.ม่วง, ต.คูเมือง, ต.โนนทราย, ต.บากเรือ และ ต.พระเสาร์ มีบ้านเรือนชาวบ้านได้รับความเสียหายรวม 49 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังมีศาสนสถานอย่าง วัดชัยชนะที่ได้รับความเสียหายจากแรงลมที่พัดเอาหลังกุฏิพระสงฆ์ปลิวหายไปกับแรงลมอีกจำนวน 1 หลัง อำเภอค้อวัง ได้รับผลกระทบใน 4 ตำบล 7 หมู่บ้าน ได้แก่ ต.ค้อวัง, ต.น้ำอ้อม, ต.ฟ้าห่วน และ ต.กุดน้ำใส รวมผู้ประสบภัย 47 ครัวเรือน และอำเภอคำเขื่อนแก้ว มีบ้านเรือนเสียหายใน 4 ตำบล 7 หมู่บ้าน ได้แก่ ต.ดงแคนใหญ่ 4 ครัวเรือน, ต.นาแก 3 ครัวเรือน, ต.ดงเจริญ 1 ครัวเรือน และ ต.แคนน้อย 1 ครัวเรือน รวมผู้ประสบภัย 9 ครัวเรือน
ซึ่งในโอกาสนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้ได้ฝากข้อห่วงใยไปยังพี่น้องประชาชนทุกคน เนื่องจากสถานการณ์สภาพอากาศในขณะนี้มีความผันผวน ทำให้มีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้อีก จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกคนได้เตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นซ้ำ โดยเฉพาะอันตรายจากฝนตกหนักและปริมาณน้ำสะสม พร้อมทั้งสั่งการให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและฝ่ายปกครองเตรียมพร้อม อุปกรณ์และกำลังพล เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทันทีหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นอีกระลอก








