เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บ้านโคกหอม หมู่ 8 ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ พบชาวนาในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเร่งเตรียมแปลงนาและหว่านข้าว แม้สภาพอากาศในช่วงนี้จะประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงอย่างหนัก ส่งผลให้ผืนดินแห้งแตกระแหง และมีฝุ่นฟุ้งกระจายทั่วพื้นที่ ขณะเดียวกันก็เร่งหว่านให้แล้วเสร็จ เพราะเกรงว่าจะเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นและต้องอพยพออกจากพื้นที่ หลังจากทหารกัมพูชาพยายามยั่วยุหลายพื้นที่อย่างผิดปกติ
นางสมร ลุสุข อายุ 53 ปี ชาวบ้านโคกหอม หมู่ 8 ตำบลตาตุม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์ เปิดเผยว่า ตนประกอบอาชีพทำนามาโดยตลอด มีพื้นที่ทำนาประมาณ 10 ไร่ ปีนี้ต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งอย่างหนัก ฝนไม่ตกตามฤดูกาล ทำให้ดินแห้งและขาดความชุ่มชื้น แม้จะเข้าสู่ช่วงหว่านข้าวแล้วก็ตาม ด้วยความกังวลว่าหากปล่อยให้ล่าช้าอาจไม่ทันฤดูกาลเพาะปลูก จึงตัดสินใจจ้างแรงงานวันละ 300 บาท และจ้างรถไถปั่นดินเพื่อเร่งหว่านข้าว แม้ยังไม่มั่นใจว่าข้าวที่หว่านลงไปจะงอกงามได้ดีหรือไม่ เพราะมองไปทั่วพื้นที่มีแต่ฝุ่นปกคลุม และยังไม่มีฝนตกลงมาอย่างเพียงพอ
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ชาวบ้านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด โดยเกรงว่าหากเกิดความตึงเครียดหรือเหตุการณ์ไม่สงบขึ้นอีก อาจส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่ชายแดน และต้องอพยพกลัวหว่านข้าวไม่เสร็จ
“ตอนนี้ชาวบ้านอยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องภัยแล้งอย่างจริงจัง เพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทุกปี ทั้งค่าแรง ค่าจ้างรถ และค่าปัจจัยการเกษตร แต่ยังไม่มีความแน่นอนว่าจะได้ผลผลิตหรือไม่ หากฝนยังไม่ตกลงมาในระยะนี้ ข้าวที่หว่านไว้มีโอกาสได้รับความเสียหาย” นางสมรกล่าว
ชาวนาในพื้นที่ชายแดนหลายรายต่างเฝ้ารอฝนแรกของฤดูกาลด้วยความหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูความชุ่มชื้นให้กับผืนนา และลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งเป็นรายได้หลักของครัวเรือนในพื้นที่ชายแดน








