วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ขบวน “ธรรมชาติยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน” เดินหน้ากิจกรรมเข้าสู่วันที่ 5 โดยมีพระสงฆ์ เครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ และภาคีองค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมเดินเท้ารณรงค์เพื่อสะท้อนปัญหามลพิษทางน้ำและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับระบบนิเวศในลุ่มน้ำสำคัญของภาคเหนือ รวมถึงลุ่มน้ำข้ามพรมแดนที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน กิจกรรมเริ่มต้นในช่วงเช้าจากวัดโป่งผำพัฒนา ก่อนออกเดินเท้ามุ่งหน้าสู่วัดห้วยทรายขาว เป็นระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ผ่านพื้นที่ชุมชนบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ระหว่างทาง คณะธรรมชาติยาตราได้เข้าพบกลุ่มควาญช้างและผู้ประกอบการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อรับฟังปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะผลกระทบต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้หลักของชุมชน
นายศรีทน คำแพง ควาญช้างบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร เปิดเผยว่า นับตั้งแต่เกิดความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกก การดูแลช้างในพื้นที่มีความยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากไม่สามารถนำช้างลงอาบน้ำ ดื่มน้ำ หรือใช้น้ำจากแม่น้ำกกได้เหมือนในอดีต ปัจจุบันผู้เลี้ยงช้างจำเป็นต้องพาช้างเดินทางไปใช้น้ำจากลำห้วยและน้ำตกธรรมชาติที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 4-6 กิโลเมตร เพื่อให้อาบน้ำและดื่มน้ำอย่างปลอดภัย ส่งผลให้ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานของปางช้างทั้งหมด
“ที่ผ่านมาเราต้องลงทุนต่อท่อประปาภูเขาเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร เพื่อนำน้ำจากแหล่งอื่นเข้ามาเก็บในแท็งก์น้ำสำหรับใช้ในปางช้าง เพราะไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำกกได้อีกต่อไป โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่แหล่งน้ำธรรมชาติบางแห่งแห้งขอด ยิ่งเพิ่มความยากลำบากในการบริหารจัดการน้ำ” นายศรีทนกล่าว
นอกจากนี้ กระแสข่าวเกี่ยวกับปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรง หลายคนกังวลเรื่องความปลอดภัยในการเดินทางเข้าพื้นที่ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างต่อเนื่อง
“ลูกค้าหายไปประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ ผลกระทบครั้งนี้รุนแรงมาก บางช่วงรู้สึกว่าหนักกว่าในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีก เพราะผู้คนไม่กล้าเดินทางมาเที่ยว แม้แต่กิจกรรมทางน้ำหรือการล่องเรือในแม่น้ำกกก็แทบไม่เหลือให้เห็นแล้ว”
นายศรีทน ระบุเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน จากเดิมที่สามารถจับปลา หาปู หรือเก็บพืชผักริมแม่น้ำมาใช้ในการดำรงชีพ แต่ปัจจุบันกิจกรรมเหล่านี้ลดลงอย่างมากเนื่องจากความกังวลเรื่องคุณภาพน้ำ
ขณะเดียวกัน การเลี้ยงช้างซึ่งเป็นอาชีพหลักของชุมชนก็ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากต้องปรับเวลาเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวจากเดิมเวลา 08.00-16.00 น. เป็นเวลา 09.00-15.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับระยะทางการเคลื่อนย้ายช้างไปยังแหล่งน้ำที่ปลอดภัย
“ช้างต้องเดินทางไกลขึ้นหลายกิโลเมตรกว่าจะได้อาบน้ำและกลับเข้าปาง ทำให้ต้องลดระยะเวลาการให้บริการลง ทุกวันนี้พวกเราต้องอดทนอยู่กับสถานการณ์นี้ เพราะชุมชนของเราอยู่ที่นี่มาตลอด จะย้ายไปที่อื่นก็คงทำไม่ได้” นายศรีทนกล่าว
อีกประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับชุมชนคือผลการตรวจสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ตรวจหาสารปนเปื้อนในร่างกายของชาวบ้าน
นายศรีทน เปิดเผยว่า จากข้อมูลที่ชุมชนได้รับทราบ มีประชาชนในพื้นที่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตรและพื้นที่ใกล้เคียงเข้ารับการตรวจสุขภาพมากกว่าหนึ่งพันคน และพบว่ามีผู้ที่ผลตรวจอยู่ในเกณฑ์ปกติเพียง 1 รายเท่านั้น ส่วนที่เหลือมีค่าบางอย่างสูงกว่ามาตรฐาน
อย่างไรก็ตาม เขายังต้องการความชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐเกี่ยวกับแนวทางการดูแลสุขภาพประชาชน รวมถึงมาตรการป้องกันผลกระทบในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับการใช้น้ำบาดาลในพื้นที่ เนื่องจากหลายครัวเรือนเริ่มหันมาพึ่งพาแหล่งน้ำใต้ดินแทนน้ำจากแม่น้ำกก แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันอย่างชัดเจนว่าระยะห่างจากแม่น้ำเท่าใดจึงจะปลอดภัยจากการปนเปื้อนของสารพิษ
“อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยให้ข้อมูลว่าหากจะขุดบ่อน้ำบาดาล ควรอยู่ห่างจากแม่น้ำกกกี่เมตรจึงจะปลอดภัย เพราะตอนนี้ชาวบ้านจำนวนมากกังวลว่าสารปนเปื้อนอาจซึมลงสู่แหล่งน้ำใต้ดินได้” นายศรีทนกล่าว
ภายหลังการพบปะชุมชนบ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร ขบวนธรรมชาติยาตราได้เดินทางต่อไปยังบ้านห้วยทรายขาว ตำบลแม่ยาว อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อสื่อสารถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรน้ำที่กำลังเผชิญปัญหาการปนเปื้อนจากกิจกรรมต้นน้ำ ภายในพื้นที่ยังมีการจัดเวทีเสวนาคู่ขนาน 2 เวที ได้แก่ เวที “สถานการณ์ปัญหาและข้อเสนอแนะของชุมชนตำบลแม่ยาว” และ เวที “สถานการณ์ปัญหาแม่น้ำข้ามพรมแดน และข้อเสนอภาคประชาชนในลุ่มน้ำโขงและสาละวิน”








