(ภักดี วีระรัตน์ / รายงาน)
"ทลายแก๊งทวงหนี้โหดข้ามชาติ “ส่งรูปปืน ขู่ฆ่าล้างโคตร ลักพาตัวข้ามพรมแดน” นี่ไม่ใช่ฉากในภาพยนตร์แอคชั่นเฟรนไชส์ฮ่องกง แต่คืออิทธิพลมืดของ “ทุนจีนสีเทา” ที่กำลังขยายรากแก้วความรุนแรงเข้ามาใช้ผืนแผ่นดินไทยเป็นฐานปฏิบัติการทวงหนี้โหดอย่างไร้กฎหมาย พฤติกรรมของแก๊งจีนเทากลุ่มนี้จะเริ่มจากการส่งข้อความข่มขู่ผ่านแอปพลิเคชันยอดนิยมอย่าง WeChat และ WhatsApp ยกระดับความรุนแรงด้วยการส่งภาพอาวุธสงคราม ภาพการซ้อมทรมาน พร้อมข้อความระบุชัดเจนว่า “หากไม่จ่ายเงิน จะจับตัวไปโยนทิ้งพรมแดนประเทศเพื่อนบ้าน” หรือ “จะส่งคนไปเก็บญาติพี่น้องที่อยู่ในจีนให้หมด” สร้างความหวาดกลัวให้กับเหยื่อจนไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้"
ปิดฉากแก๊งอุ้มรีด-ทวงหนี้โหดข้ามชาติที่สร้างความหวาดผวาให้กับเหยื่อร่วมชาติและท้าทายอำนาจกฎหมายไทยแกะรอยสายโทรศัพท์สายโหดจากหนี้สิน...สู่การขู่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชนวนเหตุของปฏิบัติการครั้งนี้ เริ่มต้นจากเบาะแสและคำร้องเรียนของเหยื่อชาวจีนรายหนึ่งที่เดินทางเข้ามาพึ่งบารมีตำรวจไทย หลังจากถูกกลุ่มชายฉกรรจ์สัญชาติเดียวกันติดตามคุกคามอย่างหนักในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล
จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่า เหยื่อมีปัญหาข้อพิพาททางธุรกิจและหนี้สินนอกระบบจำนวนมหาศาลกับขบวนการเงินกู้ในประเทศจีน กลุ่มคนร้ายจึงสบช่องอาศัยช่วงเวลาที่ประเทศไทยเปิดรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุน เดินทางแฝงตัวเข้ามาในคราบของ “ผู้เช่าพักอาศัยระยะยาว” แต่เบื้องหลังคือการตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการทวงหนี้ผิดกฎหมาย” ปฏิบัติการ “ดับตะวันจีนเทา” รวบคาเซฟเฮ้าส์เมื่อวันที่ 30 พ.ค.69 ที่่ผ่านมาเมื่อ "บิ๊กเม่น" พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รองผบช.สตม.,พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก, พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., และ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ ผบก.ตม.3 ระดมชุดสืบสวนปราบปราม โดยสนธิกำลังจาก กองบังคับการปราบปราม และ กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 นำโดย ว่าที่พ.ต.อ.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล ผกก.2 บก.ป., "เดอะเบิร์ด" ว่าที่ พ.ต.อ.สุริยะ พ่วงสมบัติ ผกก.สส.บก.ตม.3, และ พ.ต.อ.นภัสพงษ์ โฆษิตสุริยมณี ผกก.ตม.จว.ชลบุรี, นำกำลังเข้าตรวจค้นและควบคุมตัวบุคคลที่ทางการประเทศจีนต้องการตัวทั้ง 4 ราย ปิดเกมแก๊งทวงหนี้โหด รีดเงินเหยื่อด้วยความรุนแรง
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 20 มี.ค. 68 สำนักงานความมั่นคงเฟิงหนาน เมืองถังชาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกหมายประกาศจับ 4 ผู้ต้องหาคนสำคัญในความผิดฐาน ประกอบธุรกิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อความวุ่นวาย และทวงหนี้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแก๊งจีนเทานี้ มีพฤติการณ์ที่โหดเหี้ยม ผู้ต้องหาในระดับฐานะ “หัวหน้า“ ระดับสั่งการและ ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยมหาโหดให้เหยื่อในจีน กว่า 40 ราย ในอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า 30% ต่อเดือน เมื่อเหยื่อรายใดจ่ายไม่ทันกำหนด ผู้ต้องหาจะลงมือจับตัวไปกักขังในห้องเช่า ก่อนลงมือทุบตีและทรมานด้วยวิธีต่างๆ เพื่อขูดรีดทรัพย์สินจนหยดสุดท้าย
จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากชุดสืบสวน กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง 3 (กก.สส.บก.ตม.3) เมื่อ"เดอะเบิร์ด" ว่าที่ พ.ต.อ.สุริยะ เกาะติดความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวต่างชาติต้องสงสัยในพื้นที่ จ.ชลบุรี มาอย่างต่อเนื่อง สืบทราบว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 รายนี้ เป็นบุุคลที่ทางการประเทศจีนต้องการตัว จึงรวบรวมพยานหลักฐานเชื่อมโยงพฤติกรรม พบว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 4 ราย เข้าข่ายเป็นภัยต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย และอยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร
ต่อมาได้รับการประสานและข้อมูลเพิ่มเติมจาก กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม (กก.2 บก.ป.) ซึ่งสืบสวนขยายผลพบแหล่งกบดานใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ยืนยันว่าบุคคลต้องสงสัยกลุ่มนี้คือแก๊งมาเฟียจีนเทา ที่หลบหนีหมายจับและข้ามน้ำข้ามทะเลมาซุกตัวในไทย จึงสนธิกำลังเปิดปฏิบัติการร่วมกัน โดยพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย มีพฤติกรรม จงใจหลบเลี่ยง — ไม่ลงทะเบียนยานพาหนะ ไม่ทำธุรกรรมในชื่อหรือหนังสือเดินทางของตัวเอง เพื่อตัดทุกร่องรอยที่อาจนำไปสู่ตัว หลังการสืบสวน ชุดสืบสวนสามารถระบุพิกัดได้สำเร็จ ผู้ต้องหาที่ 2 และ 3 ซุกตัวอยู่ในพื้นที่ ต.ตะเคียนเตี้ย ส่วนผู้ต้องหาที่ 1 พำนักอยู่กับผู้ต้องหาที่ 4 ในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของทั้ง 4 คน อย่างใกล้ชิด แต่เนื่องจากกลุ่มมาเฟียดังกล่าวเป็นบุคคลอันตราย พร้อมก่ออาชญากรรมอย่างอุกอาจ สตม. โดย กก.สส.บก.ตม.3 และ ตม.จว.ชลบุรี จึงพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของ Mr. A, Mr. B และ Ms. A นอกจากนี้ ยังตรวจสอบพบว่า Mr. C เป็นคนต่างด้าวที่อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุดนานกว่า 245 วัน ก่อนขออนุมัติหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา เปิดปฏิบัติการบุกเข้าจับกุมพร้อมกันที่บ้านหรู 2 แห่งใน อ.บางละมุง จ.ชลบุรี และพบตัวผู้ต้องหาครบทั้ง 4 ราย ไม่มีใครหลุดรอดพร้อมของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือที่ใช้ในการข่มขู่กว่า 10 เครื่อง, สมุดบัญชีธนาคาร (บัญชีม้า), คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีฐานข้อมูลรายชื่อลูกหนี้ชาวจีนอีกจำนวนมาก และเงินสดมูลค่าหลายแสนบาท ตรวจสอบสถานะการเข้าเมืองพบว่า บางรายใช้วีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) แต่อยู่เกินกำหนด (Overstay) และบางรายใช้ช่องโหว่ของการเปลี่ยนประเภทวีซ่าเพื่อพำนักระยะยาว เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรทันที จึงควบคุมผู้ต้องหาทั้ง 4 นำส่ง กก.3 บก.สส.สตม. (ห้องกัก ตม.สวนพลู) และผลักดันส่งตัวอาชญากรทั้ง 4 ราย กลับประเทศไปรับโทษตามกฎหมาย
"บิ๊กเม่น" พล.ต.ต.พันธนะ กล่าวว่าปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ ของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปชก.ตร., พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปชก.ตร., พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.,เตือนภัยประชาชน หลีกเลี่ยงการกู้เงินจากแอปพลิเคชันหรือกลุ่มทุนต่างชาติที่ไม่ได้รับอนุญาต เพราะมักแฝงด้วยดอกเบี้ยมหาโหดและการทวงหนี้ที่ผิดกฎหมายและรุนแรง
การทลายแก๊งทวงหนี้โหดครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนเสียงดังส่งตรงไปยังกลุ่มทุนจีนสีเทาและมาเฟียข้ามชาติทุกกลุ่มว่า "ประเทศไทยไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากร"
หลังจากนี้ พนักงานสอบสวนจะทำการขยายผลเส้นทางการเงิน ว่ามีการฟอกเงินผ่านธุรกิจนอมินีในไทย หรือมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนหรือไม่ ก่อนจะดำเนินคดีตามกฎหมายไทยให้ถึงที่สุด และผลักดันส่งกลับประเทศจีนเพื่อรับโทษตามกระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อไป








