วันที่ 28 พ.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อีสานโพล (E-Saan Poll) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้ เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง คนอีสานกับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และ คนละครึ่งพลัส สะท้อนมุมมองประชาชนในภาคอีสานต่อมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพของรัฐบาล ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาสินค้าจำเป็นและค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ยังส่งผลกระทบต่อครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.สุทิน เวียนวิวัฒน์ หัวหน้าโครงการอีสานโพล เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของคนอีสานเกี่ยวกับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และ คนละครึ่งพลัส โดยดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 23-25 พ.ค.2569 จากกลุ่มตัวอย่างอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,072 ราย ในพื้นที่ภาคอีสาน 20 จังหวัดโดยเมื่อสอบถามถึงความ เข้าใจความแตกต่างระหว่าง ไทยช่วยไทยพลัสสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับ คนละครึ่งพลัส สำหรับประชาชนทั่วไปหรือไม่ พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 42.3 ระบุว่าเข้าใจชัดเจน รองลงมาร้อยละ 38.6 พอเข้าใจบ้าง ร้อยละ 14.8 ยังสับสน และร้อยละ 4.3 ไม่เข้าใจเลย เมื่อสอบถามว่าปัจจุบันอยู่ในกลุ่มใดเกี่ยวกับ 2 โครงการนี้ พบว่า ร้อยละ 53.7 ตั้งใจลงทะเบียน คนละครึ่งพลัส รองลงมาร้อยละ 25.1 เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ร้อยละ 8.9 ไม่ใช้สิทธิ์โครงการใด ร้อยละ 8.1 ยังไม่ทราบว่าตนเองอยู่กลุ่มใด และร้อยละ 4.2 คิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ์
"สำหรับผลกระทบด้านค่าครองชีพและพลังงานในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา พบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน โดยร้อยละ 40.4 ระบุว่าได้รับผลกระทบมาก ร้อยละ 28.3 ได้รับผลกระทบมากที่สุด ร้อยละ 28.3 ได้รับผลกระทบปานกลาง ร้อยละ 2.7 ได้รับผลกระทบน้อย และมีเพียงร้อยละ 0.3 ที่ระบุว่าไม่ได้รับผลกระทบเลยเมื่อสอบถามว่า วงเงินช่วยเหลือ 1,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 4 เดือน จะช่วยลดภาระค่าครองชีพได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ร้อยละ 45.4 เห็นว่าช่วยได้พอสมควร รองลงมาร้อยละ 24.3 เห็นว่าช่วยได้น้อย ร้อยละ 17.4 เห็นว่าช่วยได้มาก ร้อยละ 11.8 เห็นว่าแทบไม่ช่วย และร้อยละ 1.1 ไม่แน่ใจ สะท้อนว่าเงินช่วยเหลือดังกล่าวยังถูกมองว่าสามารถบรรเทาภาระได้เพียงบางส่วนเท่านั้นขณะที่ด้านความพร้อมของร้านค้าในชุมชน เมื่อสอบถามว่าร้านค้าในชุมชนมีหรือจะมีการเข้าร่วมโครงการเพียงพอต่อการใช้สิทธิ์หรือไม่ พบว่า ร้อยละ 46.5 เห็นว่ามีบ้างแต่ยังไม่สะดวก รองลงมาร้อยละ 23.9 เห็นว่าเพียงพอและใช้สะดวก ร้อยละ 21.3 เห็นว่ามีน้อย ร้อยละ 6.7 ระบุว่าแทบไม่มี และร้อยละ 1.6 ไม่แน่ใจหรือไม่ทราบ ซึ่งสะท้อนข้อจำกัดสำคัญของโครงการในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วมและความสะดวกในการใช้สิทธิ์"
รศ.ดร.สุทิน กล่าวต่อว่าเมื่อสอบถามว่ารัฐควรช่วยออกค่าใช้จ่ายในสัดส่วนเท่าใดจึงจะเหมาะสม พบว่า กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 41.8 เห็นว่ารัฐควรออกค่าใช้จ่าย 70% รองลงมาร้อยละ 36.5 เห็นด้วยกับการให้รัฐออกค่าใช้จ่าย 60% ร้อยละ 15.8 เห็นว่ารัฐควรออกค่าใช้จ่าย 50% ร้อยละ 3.5 เห็นว่ารัฐควรออกเพียง 40% และร้อยละ 2.4 ระบุสัดส่วนอื่น ๆ เช่น เห็นว่ารัฐควรออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด สะท้อนความคาดหวังของประชาชนให้ภาครัฐมีบทบาทมากขึ้นในการบรรเทาภาระค่าครองชีพและโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชุมชนได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ร้อยละ 43.3 เห็นว่าช่วยได้พอสมควร รองลงมาร้อยละ 28.1 เห็นว่าช่วยได้น้อย ร้อยละ 16.9 เห็นว่าช่วยได้มาก ร้อยละ 10.3 เห็นว่าแทบไม่ช่วย และร้อยละ 1.4 ไม่แน่ใจ
อย่างไรก็ตามสำหรับข้อเสนอแนะต่อการปรับปรุงโครงการ พบว่า อันดับหนึ่ง ร้อยละ 27.6 ต้องการให้รัฐบาลขยายระยะเวลาโครงการ รองลงมาร้อยละ 17.8 ต้องการให้เพิ่มวงเงินช่วยเหลือต่อเดือน ร้อยละ 16.6 ต้องการให้ลดขั้นตอนลงทะเบียนและช่วยเหลือผู้ใช้แอปไม่เป็น ร้อยละ 15.8 ต้องการให้เปลี่ยนเป็นเงินโอน ร้อยละ 13.5 ต้องการให้ทบทวนสิทธิ์ให้แม่นยำเพื่อลดผู้มีสิทธิ์ที่ตกหล่น และร้อยละ 8.7 ต้องการให้เพิ่มร้านค้าที่เข้าร่วมในชุมชนและหากให้เลือกระหว่าง ได้เงินช่วยเหลือจากโครงการกับ ลดราคาสินค้าจำเป็นและน้ำมันพบว่า ร้อยละ 62.1 ต้องการให้รัฐบาลลดราคาสินค้าจำเป็นและน้ำมันมากกว่าการได้เงินช่วยเหลือจากโครงการ ขณะที่ร้อยละ 28.3 เลือกการได้เงินช่วยเหลือจากโครงการ และร้อยละ 9.6 ไม่แน่ใจ
สำหรับมุมมองต่อความคุ้มค่าของการกู้เงินประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อช่วยค่าครองชีพในรูปแบบ “ไทยช่วยไทยพลัส/คนละครึ่งพลัส” พบว่า ร้อยละ 33.8 เห็นว่าค่อนข้างคุ้มค่า รองลงมาร้อยละ 29.6 เห็นว่าไม่ค่อยคุ้มค่า ร้อยละ 17.8 เห็นว่าไม่คุ้มค่า ร้อยละ 12.4 เห็นว่าคุ้มค่ามาก และร้อยละ 6.4 ไม่แน่ใจ โดยความคิดเห็นระหว่างฝ่ายที่มองว่าคุ้มค่าและไม่คุ้มค่ายังอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
"เมื่อสอบถามถึงการกู้เงินอีก 2 แสนล้านบาทเพื่อปรับโครงสร้างพลังงาน เช่น สนับสนุนแผงโซลาร์และรถ EV พบว่า ร้อยละ 39.0 เห็นว่าไม่จำเป็นเร่งด่วน รองลงมาร้อยละ 32.1 เห็นว่าจำเป็นแต่ไม่เร่งด่วน ร้อยละ 14.5 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 14.4 เห็นว่าจำเป็นเร่งด่วน สะท้อนว่าประชาชนยังให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพเฉพาะหน้ามากกว่ามาตรการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาวอย่างไรก็ดีภาพรวมผลสำรวจครั้งนี้ชี้ว่า แม้ประชาชนอีสานมองว่าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส และ คนละครึ่งพลัสสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังมีข้อจำกัดทั้งด้านวงเงิน ระยะเวลา ขั้นตอนการลงทะเบียน การเข้าถึงสิทธิ์ และจำนวนร้านค้าที่เข้าร่วม โดยสิ่งที่ประชาชนต้องการมากที่สุดคือมาตรการลดราคาสินค้าจำเป็นและน้ำมัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการแก้ปัญหาค่าครองชีพได้ตรงจุดมากกว่าการให้เงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว"








