พมจ.อุดรธานี ร่วมตำรวจและสถานศึกษา เชิญคู่กรณีดราม่านักเรียน ม.2 ทำร้ายเด็ก ป.6 เข้าพูดคุยไกล่เกลี่ย ลดผลกระทบระยะยาวต่อเด็กทั้งสองฝ่าย ขณะที่ผู้ปกครองฝั่งผู้ก่อเหตุยืนยันพยายามขอโทษและเยียวยามาตั้งแต่วันแรก ด้านตำรวจรอผลตรวจร่างกายก่อนพิจารณาดำเนินคดี
วันที่ 27 พ.ค.69 ผู้สื่อข่าวรายงานความความคืบหน้ากรณีดราม่านักเรียนหญิงชั้น ม.2 ก่อเหตุทำร้ายร่างกายนักเรียนหญิงชั้น ป.6 ในพื้นที่ อ.ไชยวาน จ.อุดรธานี จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ และมีการร้องเรียนขอความเป็นธรรมผ่านสื่อมวลชน ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดช่วงบ่ายวันนี้ (27 พ.ค.) ที่สถานีตำรวจภูธรไชยวาน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุดรธานี และตัวแทนจากสถานศึกษา ได้เชิญทั้งฝ่ายผู้ก่อเหตุและฝ่ายผู้เสียหายเข้าพูดคุยเพื่อหาแนวทางไกล่เกลี่ยและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ทางฝั่งผู้เสียหายไม่ได้เดินทางมาตามนัด โดยได้แจ้งขอเลื่อนการเข้าพบออกไปก่อน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องพูดคุยเฉพาะกับฝ่ายผู้ก่อเหตุและผู้ปกครอง เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงและหาแนวทางดำเนินการในเบื้องต้น เบื้องต้นจากการพูดคุย ทางฝ่ายผู้ก่อเหตุได้ชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ทั้ง 3 ฝ่ายว่า หลังเกิดเหตุผู้ปกครองไม่ได้นิ่งนอนใจ และพยายามติดต่อเข้าพูดคุยเพื่อขอขมาและไกล่เกลี่ยกับครอบครัวผู้เสียหายมาตั้งแต่วันแรก แต่ทางฝั่งคู่กรณียืนยันจะดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด
ขณะเดียวกัน “คุณเจนี่” หนึ่งในผู้ปกครองของกลุ่มเด็กที่ก่อเหตุ ได้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงอีกด้าน หลังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าทางฝั่งผู้ก่อเหตุไม่แสดงความรับผิดชอบ โดยยืนยันว่าหลังทราบเรื่อง ตนได้รีบพิมพ์ข้อความขอโทษผู้ปกครองของเด็กผู้เสียหายทันที พร้อมเดินทางไปหาถึงบ้านเพื่อขอไกล่เกลี่ย แต่กลับถูกปฏิเสธ
คุณเจนี่ ระบุว่า ชนวนเหตุของเรื่องทั้งหมดเกิดจากความขัดแย้งและการท้าทายกันผ่านระบบแชตของกลุ่มเด็ก ซึ่งมีปัญหากันมาก่อนแล้ว ก่อนจะมีการนัดพบเพื่อเคลียร์ปัญหา โดยในวันเกิดเหตุลูกสาวได้โกหกว่าจะออกไปกินหมูกระทะกับเพื่อน กระทั่งวันรุ่งขึ้นจึงทราบเรื่องจากผู้ปกครองของฝ่ายผู้เสียหายที่โทรศัพท์มาแจ้ง
“ยอมรับผิดตั้งแต่วันแรกที่รู้ข่าว และไม่เคยคิดจะโต้เถียงหรือปกป้องการกระทำของลูก เพียงแต่อยากให้สังคมได้รับฟังข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน” คุณเจนี่กล่าว
นอกจากนี้ ยังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าฝั่งตนไม่รับผิดชอบ โดยอ้างว่าหลังเกิดเหตุ ครอบครัวได้เดินทางไปพบคุณตาคุณยายของเด็กผู้เสียหายตามที่อีกฝ่ายร้องขอ เพื่อพูดคุยหาแนวทางเยียวยา แต่คู่กรณีไม่ยินยอมไกล่เกลี่ยและยืนยันจะดำเนินคดี พร้อมแต่งตั้งทนายความเข้าสู้คดี
ผู้ปกครองฝ่ายผู้ก่อเหตุยังอ้างอีกว่า ระหว่างการพูดคุยทางโทรศัพท์ ฝั่งผู้เสียหายได้เรียกค่าเสียหายคนละ 100,000 บาท ซึ่งมองว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงเกินกำลัง แต่ยืนยันว่าพร้อมเยียวยาตามความเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อเสนอในลักษณะให้ “รุมทำร้ายกลับคืน” และถ่ายคลิปไว้เช่นเดียวกัน ซึ่งทางครอบครัวเห็นว่าไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสมในการแก้ปัญหา
ส่วนประเด็นคลิปเหตุการณ์ที่ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์จนกลายเป็นกระแสข่าวนั้น คุณเจนี่ อ้างว่า คลิปดังกล่าวถูกบันทึกไว้โดยกลุ่มเด็กที่ร่วมก่อเหตุและส่งต่อกันภายในกลุ่มเท่านั้น ก่อนที่ภายหลังจะมีการนำออกไปเผยแพร่ โดยได้รับข้อมูลจากผู้ปกครองของเด็กอีกคนว่า ทางฝั่งคู่กรณีได้โทรศัพท์มาต่อรองว่า หากยอมส่งคลิปหลักฐานให้ จะไม่ดำเนินคดี แต่หลังได้รับคลิปแล้ว กลับมีการส่งต่อให้สื่อมวลชนจนกลายเป็นข่าวใหญ่ ทั้งนี้ ทางผู้ปกครองของฝ่ายผู้ก่อเหตุยืนยันว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปล่อยคลิปสู่สาธารณะ เนื่องจากไม่มีผู้ปกครองคนใดต้องการนำภาพความผิดพลาดของบุตรหลานออกมาเผยแพร่ให้สังคมวิพากษ์วิจารณ์
ด้าน พ.ต.อ.รัฐพลชัย เพ็ญสงคราม ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรไชยวาน กล่าวว่า จากการพูดคุยในวันนี้ ผู้ปกครองของเด็กที่ก่อเหตุทั้ง 4-5 คน ต่างยืนยันพร้อมพูดคุยและเยียวยาฝั่งผู้เสียหาย แต่ในขณะนี้ฝ่ายผู้เสียหายยังอยู่ในภาวะมีอารมณ์และยังไม่พร้อมเจรจา โดยต้องการให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด ส่วนแนวทางการดำเนินคดี ขณะนี้ตำรวจยังต้องรอผลตรวจร่างกายและใบรับรองแพทย์จากแพทย์ผู้ตรวจ ว่าอาการบาดเจ็บเข้าข่ายเป็นอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจในระดับใด รวมถึงต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวกี่วัน เพื่อใช้ประกอบการแจ้งข้อกล่าวหาให้ถูกต้องตามข้อกฎหมาย
ขณะเดียวกัน จากการสอบถามข้อมูลเด็กที่เกี่ยวข้อง พบว่าชนวนเหตุไม่ได้เกิดจากเรื่องลอกงานหรือการบ้านเพียงอย่างเดียว แต่ทั้งสองฝ่ายมีปัญหาความขัดแย้งสะสมกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์ลอกงานขึ้นอีกครั้ง จึงกลายเป็นชนวนให้มีการนัดพบเพื่อเคลียร์ปัญหาจนเกิดเหตุทะเลาะวิวาทตามคลิปที่เผยแพร่
ผู้กำกับ สภ.ไชยวาน ยังระบุอีกว่า หากพิจารณาจากพฤติการณ์ของคดี ที่ต่างฝ่ายต่างเดินทางไปพบกันและสมัครใจทะเลาะวิวาท อาจเข้าข่ายความผิดฐานทำร้ายร่างกายที่ไม่ถึงกับเป็นอันตรายสาหัส ซึ่งในชั้นสอบสวนหากทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ ก็อาจเข้าสู่กระบวนการเปรียบเทียบปรับ แต่หากไม่สามารถตกลงกันได้ ก็จำเป็นต้องส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการของศาลเยาวชนและครอบครัวต่อไป
พร้อมกันนี้ ผู้กำกับ สภ.ไชยวาน ยังฝากถึงผู้ปกครองทุกครอบครัวให้หมั่นดูแลเอาใจใส่บุตรหลานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเด็กที่ก่อเหตุลักษณะนี้จำนวนมากมักมีปัญหาครอบครัว หรือขาดการดูแลจากพ่อแม่ ทำให้หันไปเชื่อเพื่อนมากกว่า และหากผู้ปกครองปล่อยปละละเลยจนเด็กเข้าไปเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงหรือกระทำผิด ก็อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ซึ่งผู้ปกครองเองอาจถูกดำเนินคดีได้เช่นกัน ทั้งนี้ หลังจากนี้ตำรวจยังต้องรอให้สถานการณ์และอารมณ์ของทั้งสองฝ่ายผ่อนคลายลงก่อน จึงจะมีการนัดพูดคุยอีกครั้ง โดยเบื้องต้นได้ฝากให้ผู้ปกครองของทั้งสองฝ่ายพยายามเจรจากันในระดับชุมชนก่อน เนื่องจากต่างก็เป็นคนในพื้นที่เดียวกัน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมและลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับเด็กทั้งสองฝ่ายในระยะยาวต่อไป
ด้านเจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดอุดรธานี หรือ พม. ให้ความเห็นต่อที่ประชุมว่า ทางหน่วยงานยืนยันจะวางตัวเป็นกลางและไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จำเป็นต้องเข้ามาเน้นย้ำในเรื่องระเบียบวินัยและพฤติกรรมการเลี้ยงดูบุตรหลาน โดยเฉพาะการปล่อยให้เด็กออกนอกบ้านในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิดว่าเด็กพักอาศัยอยู่กับใคร หรือหากจำเป็นต้องออกนอกสถานที่ ก็ควรอยู่ภายใต้การดูแลที่เหมาะสม ส่วนประเด็นเกี่ยวกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เจ้าหน้าที่ พม. ระบุว่า หากฝ่ายใดมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่คู่กรณียังคงประสงค์ดำเนินคดี ก็จำเป็นต้องปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย เพราะถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรมของแต่ละฝ่าย ซึ่งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถก้าวล่วงหรือห้ามปรามได้ ขณะที่ในส่วนของคดีทำร้ายร่างกายและกระบวนการสอบสวน ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยภารกิจหลักของ พม. จะมุ่งเน้นไปที่การเยียวยาสภาพจิตใจ การให้คำปรึกษา รวมถึงแนะแนวทางการใช้ชีวิตแก่ตัวเด็กและครอบครัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีกในอนาคต พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความเป็นห่วงว่า หากเด็กคนใดประสบปัญหาขาดผู้ดูแลหรือสภาพครอบครัวไม่พร้อม ทาง พม. ก็พร้อมรับตัวเข้าไปดูแลที่บ้านพักเด็กและครอบครัว เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมและเสริมสร้างวินัยในการใช้ชีวิตประจำวันต่อไป








