ตำรวจทางหลวงชุมพรไล่ล่าหนุ่มสาวขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศรหนีกว่า 3 กิโลเมตร ก่อนเสียหลักล้ม ตรวจค้นพบปืนเถื่อน ยาบ้า 46 เม็ด และผลตรวจปัสสาวะเป็นสีม่วงทั้งคู่
เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 05.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) เปิดปฏิบัติการไล่ล่าระทึกกลางถนนสายเอเชีย 41 ฝั่งขาล่องใต้ พื้นที่ตำบลสวี อำเภอสวี จังหวัดชุมพร หลังพบรถจักรยานยนต์ขี่ย้อนศรลักษณะมีพิรุธ ก่อนเร่งเครื่องหลบหนีการตรวจค้น
ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. และ พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. โดยมี พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล. นำกำลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมออกปฏิบัติหน้าที่
ระหว่างลาดตระเวน เจ้าหน้าที่พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เวฟ สีแดง ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ขี่ย้อนศรมาด้วยความเร็ว ลักษณะมีพิรุธ จึงส่งสัญญาณเรียกตรวจ แต่ผู้ขับขี่กลับเร่งเครื่องหลบหนีทันที
เจ้าหน้าที่จึงขับรถวิทยุไล่ติดตาม พร้อมเปิดสัญญาณไฟและเสียงไซเรน ก่อนไล่ล่าต่อเนื่องเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร โดยผู้ต้องหาได้เลี้ยวหลบหนีเข้าไปในซอยประชาร่วมใจ ตำบลสวี แต่สุดท้ายรถเสียหลักล้ม ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าควบคุมตัวไว้ได้
จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ขับขี่คือ นายสุภาพ อายุ 36 ปี ส่วนผู้ซ้อนท้ายคือ น.ส.นาขวัญ อายุ 21 ปี ทั้งสองได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยและมีอาการลุกลี้ลุกลนผิดสังเกต
เจ้าหน้าที่จึงขอตรวจค้นอย่างละเอียด ก่อนพบอาวุธปืนกึ่งอัตโนมัติ ขนาด .380 ไม่มีทะเบียน พร้อมกระสุน 4 นัด ซุกอยู่ในกระเป๋าสะพายของนายสุภาพ และยังพบยาบ้าจำนวน 46 เม็ด ซ่อนอยู่ภายในซองบุหรี่
เบื้องต้น นายสุภาพ รับสารภาพว่า ซื้ออาวุธปืนมาจากเพื่อนในราคา 5,000 บาท ส่วนยาบ้าซื้อมาในราคา 3,500 บาท เพื่อไว้เสพหลังจับกุม เจ้าหน้าที่ได้นำตัวทั้งสองไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ก่อนผลตรวจปัสสาวะยืนยันพบสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในร่างกายทั้งคู่ หรือที่เรียกว่า “ฉี่ม่วง”
เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา โดย น.ส.นาขวัญ ถูกดำเนินคดีข้อหาเสพยาเสพติด ขณะที่ นายสุภาพ ถูกแจ้งหลายข้อหา ทั้งครอบครองยาเสพติด เสพยาเสพติด ขับรถขณะมีสารเสพติดในร่างกาย และครอบครองอาวุธปืนเถื่อนพร้อมเครื่องกระสุน ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.สวี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้ากวดขันปราบปรามยาเสพติดและอาวุธปืนผิดกฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกลุ่มรถต้องสงสัย ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน หรือขับขี่ย้อนศร ซึ่งมักเชื่อมโยงกับการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่








