วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อำเภอเมือง จังหวัดยะลา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) นำคณะ กพต. ลงพื้นที่ประชุมหารือขับเคลื่อนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นครั้งแรก โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลและสงขลา ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้ในการประชุมมีการเสนอเรื่องสำคัญเพื่อพิจารณา 2 ประเด็น ได้แก่ การพัฒนาและยกระดับท่าอากาศยานนราธิวาสสู่มาตรฐานสากล และการเปิดจุดผ่านแดนถาวรอำเภอกาบัง จังหวัดยะลา เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน
นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้เข้ามารับผิดชอบดูแลสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายใต้การดำเนินงานของ ศอ.บต. เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับพื้นที่ดังกล่าว และได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนในหลายมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา อัตลักษณ์ และความเป็นธรรม
“ที่ผ่านมา มีทั้งเรื่องที่ประสบความสำเร็จและยังไม่สำเร็จ การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงต้องการรับฟังปัญหาและเรียนรู้ข้อจำกัดในทุกมิติ ทั้งด้านความมั่นคง การพัฒนา การเจรจาสันติภาพ รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่” นายสีหศักดิ์ กล่าว
จากนั้น นายสีหศักดิ์ได้ประชุมร่วมกับภาคเอกชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอด้านเศรษฐกิจ โดยมี นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา พร้อมด้วยนักธุรกิจและผู้ประกอบการในพื้นที่เข้าร่วม
นายพงษ์ศักดิ์ เปิดเผยว่า ได้เสนอแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ 4 ประเด็นหลัก เพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ ประกอบด้วย 1.การแก้ปัญหาอุทกภัยอย่างยั่งยืน หลังพื้นที่เผชิญน้ำท่วมซ้ำซากต่อเนื่อง 3 ปี ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือนอย่างหนัก 2.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (Mega Projects) เช่น การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกจังหวัดปัตตานี สนามบินยะลา การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเชื่อมโยง 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมถึงการเปิดด่านกาบัง จังหวัดยะลา เพื่อเชื่อมเส้นทาง ปัตตานี-ยะลา-ปีนัง ประเทศมาเลเซีย และเมดาน ประเทศอินโดนีเซีย 3.การผลักดัน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็น “เขตปลอดภาษี 15 ปี” เพื่อดึงดูดนักลงทุนและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ หลังมาตรการส่งเสริมการลงทุนเดิมยังไม่สามารถดึงนักลงทุนจากภายนอกได้มากพอ และ 4.การยกระดับการศึกษาทุกระดับ พร้อมเสนอแนวคิดให้มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเข้ามาจับคู่พัฒนาสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์รองรับตลาดแรงงานในอนาคต
นายพงษ์ศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบัน 3 จังหวัดชายแดนใต้ประสบปัญหาอัตราการว่างงานสูงที่สุดในประเทศ ขณะที่ภาคธุรกิจต้องเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์สูง รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ทำให้นักลงทุนภายนอกขาดความเชื่อมั่น
“เมื่อคนนอกยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน เราต้องสร้างความแข็งแรงให้ทุนท้องถิ่น การผลักดันเขตปลอดภาษีจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน และช่วยดูดซับแรงงานในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว
ด้าน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า แนวทางสำคัญของรัฐบาลคือ “ความมั่นคงและความมั่งคั่งต้องเดินไปควบคู่กัน” โดยภาคเอกชนจะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่ ขอย้ำว่า การพัฒนาชายแดนใต้ต้องมองเป็นภาพรวมเชื่อมโยงกันทั้งกลุ่มจังหวัด ไม่ใช่แยกพัฒนาเป็นรายจังหวัด โดยรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบรางและท่าเรือ เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมกับประเทศมาเลเซีย และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังภูมิภาคอื่น
นอกจากนี้ ยังเตรียมปรับรูปแบบการทำงานของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) ให้มีการประชุมถี่ขึ้น เพื่อสร้างเอกภาพในการกำหนดนโยบายและลดปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนระหว่างหน่วยงาน
ขณะเดียวกัน ยังมีคณะกรรมการพิเศษอีกชุดที่ทำหน้าที่สนับสนุนกระบวนการพูดคุยสันติสุข โดยมีผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาความไม่สงบควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่อย่างยั่งยืน








