‘ทุเรียนน้ำแร่บุรีรัมย์’ร่วม 2,000 ตัน ที่อยู่ระหว่างผลักดันขึ้นทะเบียน GI จ่อออกสู่ตลาดใน 2-3 สัปดาห์นี้ คาดมูลค่าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท ขณะจังหวัดฯ จ่อยกระดับการบริหารจัดการผลผลิตทุเรียน ตั้งแต่การผลิต ไปจนขายสู่ตลาด
เมื่อวันที่ 19 พ.ค.69 สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้จัดเสวนาการบริหารจัดการสินค้าเกษตร และการเชื่อมโยงตลาดทุเรียน โดยมีนายสมบูรณ์ สุธีระกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธี ที่กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนน้ำแร่ โกรกแก้ว (สวนลุงเล่) หมู่ที่ 5 ต.โนนสุวรรณ อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์
เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดการข้อมูลผลผลิตที่แม่นยำ และสร้างเครือข่ายการตลาดที่เข้มแข็ง ทั้งเพื่อเป็นการยกระดับการบริหารจัดการ ผลผลิตทุเรียน ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ให้เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ตั้งแต่การผลิต การรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน และการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายสมบูรณ์ เปิดเผยว่า จ.บุรีรัมย์ มีศักยภาพในการผลิตทุเรียนน้ำแร่บุรีรัมย์ ประมาณ 6,000 ไร่ มากที่สุดคือพื้นที่ อ.โนนสุวรรณ อ.ปะคำ อ.ละหานทราย และ อ.บ้านกรวด ซึ่งมีเอกลักษณ์โดดเด่น ในด้านรสชาติที่หอมหวานละมุน กรอบนอก นุ่มใน เนื้อเนียนดุจคัสตาร์ด ซึ่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย โดยอยู่ระหว่างผลักดันขึ้นทะเบียน เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI)
คาดว่าในอีกประมาณ 2-3 สัปดาห์ จากนี้ก็จะมีผลผลิตทุเรียนน้ำแร่บุรีรัมย์ ออกจำหน่ายประมาณ 1,700 -1,800 ตัน คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท ซึ่งช่องทางการจำหน่ายผลผลิตนั้น เกษตรกรจะเป็นผู้ขายเองทั้งหน้าสวน และช่องทางออนไลน์ ส่วนปัญหาของเกษตรกร ที่รัฐบาลได้พยายามเข้ามาแก้ไขคือการขายส่งให้ล้ง เพราะราคาที่รับซื้อยังไม่เป็นที่พอใจของพี่น้องเกษตรกรมากนัก
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการพูดคุย กับพี่น้องเกษตรกรชาวสวนทุเรียน บอกว่าสิ่งที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็คือการตลาดและราคา เนื่องจากปัจจัยการผลิตปรับราคาสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ยเคมี น้ำมัน ค่าแรงงาน และค่าขนส่งสินค้า ซึ่งจะต้องมาพูดคุยหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรต่อไป
ด้านนายบุญซ้อน คำศรี อดีตประธานกลุ่มแปลงใหญ่ผู้ปลูกทุเรียน อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ บอกว่า การที่จะทำให้ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพที่ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร เพราะที่ผ่านมา มีเกษตรกรบางรายยังไม่เข้าใจตัดทุเรียนจำหน่ายให้ล้ง ก่อนกำหนด หรือความแก่ไม่ถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เกษตรกรรายอื่น ได้รับผลกระทบเสียชื่อเสียงไปด้วย ส่วนในปีนี้ผลผลิตทุเรียนออกน้อย เพราะว่าสภาพอากาศร้อน จึงส่งผลให้ราคาจำหน่ายทุเรียนมีแนวโน้มสูงขึ้น
โดยเมื่อปีที่ผ่านมา ล้งรับซื้อให้กิโลกรัมละ 75 บาท แต่นี้ตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 115 บาท และเป็นเรื่องที่ดีที่ส่วนราชการได้ให้ความสำคัญ เพราะจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนได้มีแนวทางเดียวกัน ในการที่จะสร้างคุณภาพ และสร้างชื่อเสียงให้ทุเรียนน้ำแร่บุรีรัมย์ ให้เป็นที่ยอมรับต่อไป








