วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีเพจ “รักษ์ เขาศาลา” ได้เผยแพร่คลิปเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเกิดขึ้นบริเวณแนวชายแดนพื้นที่หลักเขตแดนที่ 6 ตำบลตรัส อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ สร้างความระทึกให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ หลังทหารกัมพูชาทำวัตถุคล้ายระเบิดมือหล่นต่อหน้าบุคคลในพื้นที่
โดยในคลิปปรากฏภาพ ขณะพระอาจารย์ไป๋ หรือ นายสงวน คุ้มเงิน ลูกศิษย์ของพระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ (ธรรมยุติ) เจ้าอาวาสวัดเขาศาลาอตุลฐานะจาโร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ เจ้าหน้าที่ทหาร และตำรวจตระเวนชายแดนของไทย กำลังควบคุมการทำงานของช่างที่เข้าเคลียร์พื้นที่ก่อสร้างถนนตามแนวชายแดน ระหว่างนั้นได้มีทหารกัมพูชาพร้อมอาวุธครบมือเข้ามาสังเกตการณ์ โดยบรรยากาศช่วงแรกเป็นไปอย่างปกติ มีการพูดคุยกันตามปกติ กระทั่งเกิดเหตุไม่คาดคิด เมื่อทหารกัมพูชารายหนึ่งทำระเบิดมือ (ลูกเกลี้ยง) หล่นลงพื้นต่อหน้า สร้างความตกใจให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ โดยเจ้าตัวถึงกับอุทานเป็นภาษาเขมร
อย่างไรก็ตาม โชคดีที่วัตถุดังกล่าวไม่ทำงาน จึงไม่เกิดการระเบิดหรือความเสียหายใด ๆ ก่อนที่สถานการณ์จะคลี่คลาย และทุกฝ่ายยังคงพูดคุยกันต่อจนจบลงด้วยดี โดยไม่มีเหตุบานปลาย
เหตุการณ์ดังกล่าวแม้สร้างความตื่นตระหนกในช่วงสั้น ๆ แต่ไม่ได้ลุกลามเป็นความขัดแย้งรุนแรง และสะท้อนถึงความพยายามของทั้งสองฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา
ภายหลังเหตุการณ์ พล.ต.ต.สุคนธ์ ศรีอรุณ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ ได้แสดงความห่วงใยต่อกำลังพลในพื้นที่ชายแดน โดยมอบหมายให้ พ.ต.ท.ศุภณัฐ ขยันดี สารวัตรป้องกันและปราบปราม สภ.ปราสาท ลงพื้นที่นำอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่แนวหน้า เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเยี่ยมความคืบหน้าการก่อสร้างถนนตามแนวชายแดน ซึ่งดำเนินการโดยมูลนิธิหลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล ที่มุ่งพัฒนาพื้นที่และดูแลทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
ด้านคนขับรถแม็คโครที่ร่วมก่อสร้างถนน เปิดเผยว่า การทำงานในพื้นที่ชายแดนมีความยากลำบาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ภูเขาและใกล้เขตแดน โดยทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาต่างปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ของตนเองอย่างชัดเจน ไม่มีความขัดแย้ง ต่างฝ่ายต่างทำงาน แม้จะพบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ เส้นทางก่อสร้างถนนตามแนวชายแดนดังกล่าว อยู่ในช่วงหลักเขตที่ 2 ไปจนถึงหลักเขตที่ 7 ซึ่งเป็นพื้นที่สูง มีหินขนาดใหญ่จำนวนมาก และสามารถมองเห็นพื้นที่ฝั่งประเทศกัมพูชาได้อย่างชัดเจน โดยการดำเนินงานยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง








