ตร.ไซเบอร์ บุกจับแฮ็กเกอร์สวีเดนแสบ ล้วงฐานข้อมูลโรงแรมดังพัทยา หลอกตุ๋นเงินนักท่องเที่ยว
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 29 เม.ย.69 พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท. , พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมตำรวจ สืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) เปิดเผยการจับกุม ขMr.mikael toni kristian (นายมิคาเอล โทนี่ คริสเตียน) อายุ 42 ปี ลูกครึ่งสวีเดน-ฟินแลนด์ ฐานความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ ละเมิดมาตรการรักษาความปลอดภัย เพื่อเข้าถึงข้อมูลของลูกค้า โดยได้รับอนุญาต พร้อมของกลาง คอมพิวเตอร์ , หน่วยความจำฮาร์ดดิสก์ , โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งหมด 25 รายการ โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพัก ในเขตพื้นที่ หมู่ 2 ต.ตะเคียนเตี้ย อ.บางละมุง จ.ชลบุรี
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 เปิดเผยว่า การจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ผู้ต้องหาชาวสวีเดนรายนี้ เป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับด้านไอที และมีภรรยาเป็นชาวไทย ซึ่งทำงานอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งในเมืองพัทยา และอยู่กินกับภรรยาคนนี้ มานานกว่า 8 ปี ด้วยความที่เป็นคู่สามีภรรยากันทำให้ผู้ต้องหา รู้รหัสเข้าถึงระบบฐานข้อมูลลูกค้าที่เข้าพักในโรงแรม
ซึ่งต่อมา ผู้ต้องหารายนี้ ได้สร้างเว็บไซต์ปลอม รวมถึงอีเมลปลอมของโรงแรม ส่งข้อความให้ลูกค้าที่มาพักที่โรงแรมดังกล่าว โดยอ้างว่า “ ลูกค้าทำอุปกรณ์ของโรงแรมเสียหายต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับทางโรงแรม ” ซึ่งลูกค้าหลงเชื่อ พร้อมทั้งโอนเงินมาให้ โดยพบว่ามีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติตกเป็นเหยื่อ กว่า 35 ราย คิดเป็นเงินค่าเสียหายประมาณ 100,000 บาท พอทางโรงแรมทราบเรื่อง จึงมีการร้องเรียนไปยังตำรวจไซเบอร์ จนเป็นที่มาของการจับกุม แฮ็กเกอร์ชาวสวีเดนรายนี้ได้ พร้อมกับของกลางจำนวนดังกล่าว
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ ยังมีการประชาสัมพันธ์ ไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่คิดว่าตัวเองเคยตกเป็นเหยื่อในลักษณะดังกล่าว สามารถมาร้องทุกข์ได้กับตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) และหากคิดว่าตัวเองกำลังตกเป็นเหยื่อในลักษณะดังกล่าว ขอให้มีการประสานไปยังโรงแรมก่อนเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และไม่ตกเป็นเหยื่อกับกลุ่มมิจฉาชีพที่มีพฤติกรรมแบบนี้
นอกจากนี้ ตำรวจไซเบอร์ ยังเปิดเผยภาพรวมอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันพบว่า การหลอกซื้อขายสินค้าออนไลน์ ยังคงเป็นคดีที่เกิดขึ้นมากที่สุด คิดเป็น 50-60% ของคดีทั้งหมด แม้ความเสียหายต่อครั้งไม่สูง แต่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและต่อเนื่อง พร้อมยกตัวอย่าง กรณีผู้เสียหายอายุประมาณ 60 ปี ที่ต้องการซื้อนมผงผ่านเพจ Facebook แต่ถูกหลอกให้ทำ “กิจกรรม” ก่อนโอนเงินรวม 5 ครั้ง เป็นเงินกว่า 9,000 บาท ก่อนที่จะรู้ตัวและเข้าแจ้งความ เจ้าหน้าที่แนะนำว่า หากรู้ตัวว่าถูกหลอก ควรหยุดโอนเงินทันที และรวบรวมหลักฐาน เช่น สลิปโอนเงิน บทสนทนา และข้อมูลบัญชี เพื่อให้ตำรวจติดตามดำเนินคดีได้อย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน ยังพบการกระทำผิดในรูปแบบ “บัญชีม้า” และแก๊งรับจ้างกดเงิน โดยผู้กระทำผิดจะว่าจ้างบุคคลให้ถอนเงินจากบัญชีที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมแลกกับค่าจ้างเล็กน้อย แต่ผู้รับจ้างต้องรับโทษทางกฎหมายเต็มรูปแบบ อีกทั้ง ยังมีการใช้ช่องโหว่ทางเทคโนโลยี เช่น การกดเงินแบบไม่ใช้บัตร (Cardless ATM) โดยใช้รหัสหรือ QR Code ถอนเงิน เพื่อตัดเส้นทางการเงินและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
สำหรับพื้นที่เสี่ยง พบว่าเมืองพัทยาและภาคตะวันออก เป็นแหล่งที่คนร้าย โดยเฉพาะชาวต่างชาติ ใช้เป็นที่พักอาศัยและแฝงตัว ก่อนกระจายไปก่อเหตุในพื้นที่อื่น
ตำรวจไซเบอร์ จึงขอฝากเตือนประชาชนและผู้ประกอบการให้ระมัดระวัง ไม่หลงเชื่ออีเมลเรียกเก็บเงิน หลีกเลี่ยงการกดลิงก์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ ออกจากระบบทุกครั้งหลังใช้งาน และตรวจสอบระบบความปลอดภัยข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ พร้อมย้ำว่า ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น เปิดบัญชีม้า หรือรับจ้างกดเงิน มีความผิดตามกฎหมายทุกกรณี
ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่เน้นย้ำว่า “รู้เท่าทัน ป้องกันภัยไซเบอร์” คือหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยงจากอาชญากรรมออนไลน์ที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน
ภูมิภาค21








