วันที่ 29 เมษายน 2569 นายชวพล วัฒนพรมงคล สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสาคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเร่งแก้ปัญหา “สิทธิในที่ดินทำกิน” ของประชาชนในพื้นที่ หลังมีชาวบ้านจำนวนมากได้รับผลกระทบจากคดีฟ้องร้องข้อหาบุกรุก ทั้งที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมมานานกว่าร้อยปี
จากบริบทพื้นที่ชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน และชุมชนเก่าแก่ของคนสมุทรสาคร ได้สะท้อนความเดือดร้อนเจ็บปวดของประชาชนผ่านปัญหา 3 มิติหลักดังนี้
1.สูญญากาศทางกฎหมาย พื้นที่ทำกินของชาวบ้านถูกทับซ้อนด้วยประกาศและพระราชกฤษฎีกาของรัฐหลายฉบับ ทำให้หน่วยงานเกี่ยงกันรับผิดชอบ ท้องถิ่นไม่กล้าอนุมัติงบลงไปพัฒนาสาธารณูปโภค ชาวบ้านกลายเป็นผู้บุกรุกในชั่วข้ามคืน
2.โฉนดตกน้ำ เมื่อพื้นที่ถูกน้ำทะเลกัดเซาะ ที่ดินจมหายกลายเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน แต่พอแผ่นดินฟื้นฟูกลับมาได้ รัฐกลับมองว่าเป็นป่าชายเลนของรัฐแทนที่จะคืนสิทธิ์ให้เจ้าของเดิม ทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินอย่างถาวร
3.ข้อพิพาทและการถูกขับไล่ ชุมชนเก่าแก่อย่าง ชุมชนท้องคุ้ง ตำบลท่าฉลอม ที่อยู่กันมาเป็นร้อยปี กลับต้องเผชิญหน้ากับการถูกฟ้องขับไล่เพราะความคลุมเครือของระบบเอกสารสิทธิ์ในอดีต
ปัญหาเหล่านี้กระทบถึง 15 ตำบลในสมุทรสาคร ทำให้การพัฒนาหยุดชะงัก ขยายถนน ไฟฟ้า ประปาเข้าพื้นที่ไม่ได้ ประชาชนเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถนำที่ดินไปเป็นทุนในการประกอบอาชีพได้ ทั้งนี้ เสนอแนวทางแก้ไขผ่านการบูรณาการจัดทำแผนที่ One Map การใช้กลไก คทช. ในการพิสูจน์สิทธิ และการส่งเสริม “โฉนดชุมชน” รวมถึงการจัดทำผังตำบลโดยภาคประชาชน เพื่อใช้เป็นข้อมูลร่วมกับภาครัฐ
นายชวพลย้ำว่า จำเป็นต้องเร่งปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายที่ล้าสมัย โดยยึดพื้นที่และวิถีชีวิตของประชาชนเป็นหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย ลดความเหลื่อมล้ำ และคืนความเป็นธรรมให้กับชาวสมุทรสาครอย่างยั่งยืน ซึ่งภาคประชาชนรวมพลังทำ "ผังตำบล" เพื่อเป็นข้อมูลเสนอรัฐ และตั้งกองทุนชุมชนเพื่อบริหารจัดการร่วมกันปลดล็อกกฎหมายที่ล้าหลัง และแก้ปัญหาโดยยึด "พื้นที่เป็นตัวตั้ง"ต้องร่วมกันปลดล็อกข้อจำกัดเหล่านี้








