จากกรณี ดร.กิติพงศ์ พงศ์สุรเวท นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่งานทะเบียนของเทศบาล ภายหลังตรวจพบทุจริตปลอมเอกสารแจ้งเกิดให้บุคคลต่างชาติเป็นขบวนการ พร้อมเรียกรับผลประโยชน์รายละหลักหมื่นบาท
ล่าสุด วันที่ 27 เมษายน 2569 พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมา พร้อมด้วยชุดสืบสวน ได้ลงพื้นที่เทศบาลตำบลโพธิ์กลาง เพื่อขอข้อมูลจาก ดร.กิติพงศ์ และนิติกรของเทศบาล ก่อนเข้าตรวจสอบกระบวนการทำงานของงานทะเบียน ตั้งแต่ขั้นตอนรับแจ้งเกิดจนถึงออกเอกสาร เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานประกอบสำนวนคดี
จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบสูติบัตรต้องสงสัยจำนวน 27 ราย โดยมีลักษณะผิดสังเกต คือมีพ่อหรือแม่เป็นชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งหมด และส่วนใหญ่เด็กเกิดนอกพื้นที่เทศบาล ตัวอย่างหนึ่งพบการแจ้งเกิดเด็กชายรายหนึ่ง ระบุวันเกิดเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2566 โดยมารดาเป็นชาวจีน ขณะที่บิดาเป็นชาวไทย แต่มีทะเบียนบ้านอยู่คนละจังหวัด ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด
ดร.กิติพงศ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานงานมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพื่อเตรียมการสอบสวน โดยเทศบาลได้จัดเตรียมเอกสารและข้อมูลไว้ครบถ้วน พร้อมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ เนื่องจากมองว่าเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ และยืนยันว่าการบริหารงานของเทศบาลมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
นายกเทศมนตรีตำบลโพธิ์กลาง ยังกล่าวขอบคุณกระแสให้กำลังใจจากประชาชนในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมย้ำว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อความโปร่งใส ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และหากพบผู้ใดกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที
ด้าน พ.ต.อ.ศิริชัย ศรีชัยปัญญา เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานีตำรวจภูธรเมืองนครราชสีมาได้รับเรื่องร้องทุกข์ไว้เรียบร้อยแล้ว และได้ประชุมกำหนดแนวทางการสอบสวน โดยในวันนี้ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบขั้นตอนการรับแจ้งเกิด เพื่อนำข้อมูลไปใช้วางกรอบการสอบสวน รวมถึงกำหนดรายชื่อบุคคลที่จะเรียกมาให้ปากคำ และรวบรวมพยานหลักฐานทั้งเอกสารและวัตถุเข้าสู่สำนวน
เบื้องต้น หลักฐานที่อยู่ระหว่างตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นเอกสารคำร้องแจ้งเกิด รวมถึงขั้นตอนและรูปแบบการใช้เครื่องมือในกระบวนการรับแจ้งเกิด โดยในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน จะมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่นายกเทศมนตรี ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการรับแจ้งเกิด เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม
ทั้งนี้ จากการสืบสวนพบว่า บุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับการจัดทำเอกสารแจ้งเกิดปลอมยังคงอยู่ในพื้นที่ และจะถูกเรียกตัวมาให้ปากคำอย่างแน่นอน หากพบการกระทำความผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยผู้บังคับบัญชาได้กำชับให้ดำเนินการสอบสวนอย่างรอบคอบและถึงที่สุด








