PM2.5 เกินมาตรฐานหลายพื้นที่ในภาคเหนือและอีสาน จับตาฝุ่นข้ามแดน-จุดความร้อนเพิ่ม พร้อมสั่งศูนย์ ปภ. เขต เตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง
วันนี้ (18 เม.ย. 69) เวลา 13.30 น. ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 หลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีแนวโน้มค่าฝุ่น PM2.5 และจุดความร้อนเพิ่มมากขึ้น การระบายอากาศภาคเหนือช่วงวันที่ 18-19 เม.ย. 69 ยังไม่ดีเท่าที่ควร แต่หลังจากวันที่ 19 เม.ย. 69 มวลอากาศเย็นเปลี่ยนมาที่ภาคอีสาน จะทำให้ช่วงวันที่ 19-21 เม.ย. 69 การระบายอากาศในภาคเหนือจะดีขึ้น โดยมีผู้แทนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กรมอุตุนิยมวิทยา ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ ผู้แทนสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า สถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ภาพรวมของประเทศยังคงอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยเฉพาะภาคเหนือที่วันนี้มีค่าฝุ่นสูงสุดที่ 264 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และบางพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีค่าฝุ่นส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของจุดความร้อน (Hotspot) ส่วนใหญ่กระจายตัวหนาแน่นในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ประกอบกับจุดความร้อนในประเทศเพื่อนบ้านบริเวณแนวชายแดนฝั่งประเทศเมียนมาร์มีแนวโน้มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดฝุ่นควันข้ามพรมแดนเข้ามาสะสมในประเทศไทย ขณะที่สภาพอากาศในสัปดาห์นี้มีอัตราการระบายอากาศต่ำ ทำให้ฝุ่นละอองและควันไม่สามารถกระจายตัวได้ดี เมื่อรวมกับความหนาแน่นของจุดความร้อนทั้งในประเทศและจากภายนอก จึงยิ่งทำให้เกิดการสะสมของฝุ่นละอองในระดับที่เกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ จึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาทั้งการป้องกันและควบคุมการเผาในพื้นที่ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน
กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงเน้นย้ำให้จังหวัดที่ยังคงมีสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการป้องปรามการลักลอบเผาในพื้นที่โดยบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบสถานการณ์ ข้อปฏิบัติตน รวมถึงการดำเนินงานแก้ไขปัญหาของหน่วยงานต่าง ๆ ผ่านสื่อทุกช่องทาง พร้อมทั้งให้จังหวัดรายงานข้อมูลในระบบข้อมูลสาธารณภัย (DDC) ให้เป็นปัจจุบัน ทั้งข้อมูลพื้นที่เกิดเหตุ ผลกระทบ การให้ความช่วยเหลือประชาชน และให้ยืนยันข้อมูลทุกวันศุกร์จนกว่าจะสิ้นสุดสถานการณ์ กรณีมีการประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย/ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยฯ ให้รายงานข้อมูลในระบบภายในวันที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงนาม เพื่อบริหารจัดการข้อมูลในการวางแผนในช่วยเหลือประชาชน
นายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวเพิ่มว่า ช่วงนี้สภาพอากาศร้อนจัด ขอให้จังหวัดเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังป้องกันไฟไหม้บ่อขยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ขอให้เน้นการสร้างความชุ่มชื้นเพื่อป้องกันอากาศที่ร้อนจัดและเกิดการลุกติดไฟในบ่อขยะ นอกจากนี้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 20 เม.ย. 69 หลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางยังคงมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน จึงขอให้เฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้าให้ระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตก ตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง รวมถึงระวังอันตรายจากฟ้าผ่า ในส่วนของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดให้เตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) เครื่องจักรกลสาธารณภัย รถปฏิบัติการ ให้พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ตลอด 24 ชั่วโมง
สำหรับสถานการณ์จุดความร้อน (Hotspot) ของทั่วประเทศในวันนี้ พบจุดความร้อน 3,093 จุด กระจายอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นหลักป่าแห่งชาติ จังหวัดที่ตรวจพบจุดความร้อนสูงสุด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี 395 จุด จ.น่าน 313 จุด จ.พิษณุโลก 208 เลย 206 และ จ.ตาก 204 จุด ซึ่งในภาคเหนือปีนี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 พุ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยห้าปีที่ผ่านมา เพราะสภาพอากาศที่แห้งแล้งจึงทำให้การลุกลามของไฟเกิดมากขึ้น ส่วนการปฏิบัติในพื้นที่ จ.เชียงรายและแม่ฮ่องสอน มีการปรับกำลังพลในการติดตามและดับไฟป่าให้เหมาะสมกับจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังในพื้นที่ป่า และร่วมกับฝ่ายปกครองเฝ้าระวังกลุ่มบุคคลที่มีความเสี่ยงที่จะเข้าป่าประกอบกิจกรรมทางการเกษตรที่อาจก่อให้เกิดการลักลอบเผาป่า ส่วน จ. บึงกาฬ ได้มีการประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขอความร่วมมือรณรงค์การเผาในพื้นที่ป่าเพื่อลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชน
ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามข่าวสารสาธารณภัยได้ที่ Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM X @DDPMNews Line @1784DDPM และขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” และสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง
#ปภ #ข่าววันนี้ #ไฟป่า #pm25 #ไฟไหม้บ่อขยะ #พายุฤดูร้อน







