ข่าวภูมิภาค

น้ำมันพุ่ง-ตลาดเงียบ! ขอนแก่นผักผลไม้-ปลาทูตรึงราคา แต่คนซื้อบางตา

แชร์ข่าว



เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 7 เม.ย.2569 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ สำรวจราคาพืชผักที่ตลาดสดเทศบาล 1 หลังพบว่าต้นทุนด้านราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยบรรยากาศโดยทั่วไปเป็นไปอย่างเงียบเหงาประชาชนออกมาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้ากันอย่างบางตา


นางทองหลาง ยอดอ่อน อายุ 54 ปี แม่ค้าขายผัก กล่าวว่า ขณะนี้ราคาผักในตลาดถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้บางรายการจะขยับขึ้นเล็กน้อยประมาณ 10-20 บาท อย่างเช่นผักบางชนิดจากเดิมราคากว่า 200 บาท ก็ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 250 บาท ซึ่งมองว่ายังเป็นการปรับขึ้นตามปกติ และเพิ่งเริ่มขยับขึ้นในวันนี้เท่านั้น
 


"ผักชี ขณะนี้ขายอยู่ที่ กก.ละ 80 บาท ยังถือเป็นราคาปกติ ขณะที่มะละกอจากเดิมเคยอยู่ที่ 200 กว่าบาทต่อ 10 กก. ล่าสุดลดลงมาเหลือ 10 กิโลกรัม 100 บาท ทำให้ลูกค้ายังพอรับได้ และภาพรวมยังไม่มีความน่ากังวลเรื่องราคาสินค้า สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงนี้  ยังไม่ส่งผลให้ราคาสินค้าในร้านต้องปรับขึ้น เนื่องจากสินค้ายังคงเป็นล็อตเดิมที่รับเข้ามาจำหน่าย จึงยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงราคา แต่คาดว่าหลังผ่านช่วงเดือนเมษายน โดยเฉพาะหลังเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว อาจเริ่มมีการปรับขึ้นราคาสินค้าบางชนิดตามต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น"


นางทองหลาง กล่าวต่อว่า สินค้าส่วนใหญ่รับมาจากตลาดค้าส่งศรีเมืองทอง รวมทั้งรับซื้อต่อจากชาวบ้านในพื้นที่มาจำหน่ายต่อ ซึ่งในมุมของผู้ค้า มองว่าราคาผักและผลผลิตทางการเกษตรในช่วงนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับปกติ ยังไม่กระทบกับกำลังซื้อของลูกค้ามากนัก
 
ขณะที่ นางสุวิมล สร้อยสุวรรณ อายุ 67 ปี เจ้าของร้านสุวิมลผลไม้ กล่าวว่า ราคาผลไม้ในภาพรวมยังมีการปรับขึ้นลงอยู่บ้างตามภาวะตลาด แต่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติและส่วนใหญ่ยังยืนราคาใกล้เคียงเดิม สำหรับผลไม้ที่รับมาจากต่างภูมิภาค ขณะนี้มีการคิดเพิ่มค่าขนส่งเฉลี่ยกล่องละ 50 บาท ซึ่งเป็นสินค้าที่รับตรงมาจากตลาดค้าส่ง อย่างไรก็ตาม ยังมองว่าเป็นต้นทุนในระดับปกติที่ผู้ค้าสามารถบริหารจัดการได้
 


 
"ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ราคาผลไม้บางช่วงมีทั้งปรับขึ้นและทรงตัว ขึ้นอยู่กับปัจจัยจากตลาดในแต่ละช่วงเวลา เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามากระทบ ทั้งต้นทุนการขนส่ง ปริมาณผลผลิต และกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งล้วนส่งผลต่อราคาตามกลไกตลาด อาทิ ชมพู่ จากเดิม กก.ละ 120 บาท ปรับขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 150 บาท แต่ถือว่าเป็นการขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ผลไม้บางชนิดก็มีราคาปรับลดลงไม่มากเช่นกัน ทำให้โดยรวมสถานการณ์ราคายังถือว่าปกติ"
 
นางสุวิมล กล่าวต่อว่า  ผู้บริโภคออกมาจับจ่ายใช้สอยน้อยลง ต่างคนต่างประหยัดค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ราคาสินค้ายังไม่ขยับขึ้นมากนัก ส่วนบรรยากาศการซื้อขายในตลาดจะคึกคักเฉพาะช่วงเช้าเท่านั้น หลังจากนั้นค่อนข้างเงียบเหงาเมื่อเทียบกับช่วงปกติ
 
ทางด้าน นางลำไพ ฤทธิ์ชัย อายุ 59 ปี เจ้าของร้านเจ๊น้อยปลาทู  กล่าวว่า  ปลาทูที่นำมาจำหน่ายภายในร้านรับมาจากห้องเย็นที่มาเปิดอยู่ในจังหวัดขอนแก่น โดยขณะนี้ต้นทุนมีการปรับขึ้นตามขนาดหรือเบอร์ของปลา เฉลี่ยกล่องละ 40-50 บาท ซึ่งหนึ่งกล่องมีน้ำหนัก 10 กก. จากเดิมราคา 800 บาท ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 850 บาท แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ทางร้านยังคงจำหน่ายในราคาเดิม เนื่องจากมองว่าราคาปลาทูในปัจจุบันถือว่าสูงอยู่แล้ว จึงไม่กล้าปรับขึ้นราคาเพิ่ม เพราะเกรงว่าจะไม่มีลูกค้าเข้ามาซื้อ ทำให้ยังต้องตรึงราคาเดิมไว้เพื่อให้สามารถขายได้ต่อเนื่อง
 
"ปลาทูเบอร์ 80 ก่อนหน้านี้เคยรับมาในราคา 800 บาท โดยราคาจะขึ้นอยู่กับความสวยและคุณภาพของปลา ซึ่งทางร้านเลือกใช้ปลาทูที่มีลักษณะสวย ทำให้บางครั้งต้นทุนอยู่ที่ 880 บาท ลูกค้าหลายรายมักบ่นว่าปลาทูมีราคาแพง แต่ก็เป็นคำบ่นที่ได้ยินมาโดยตลอด ทางร้านจึงพยายามช่วยลดราคาให้ลูกค้าบางรุ่นประมาณ 5 บาท แต่หากเป็นสินค้าที่ตั้งราคาไว้ต่ำอยู่แล้วก็ไม่สามารถลดลงได้อีก เพื่อให้ยังสามารถจำหน่ายได้ อย่างไรก็ตามการค้าขายค่อนข้างลำบากสำหรับผู้ค้าตลาดสด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปัจจุบันมีทั้งตลาดและห้างสรรพสินค้าเปิดให้บริการจำนวนมาก หลายแห่งมีสินค้าจำหน่ายเช่นเดียวกัน ทำให้กำลังซื้อของลูกค้ากระจายออกไป ส่งผลให้ตลาดแห่งนี้ค่อนข้างเงียบเหงาและขายดีเพียงช่วงเช้าเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดในชุมชน พบว่ามีความแตกต่างกัน เนื่องจากตลาดชุมชนมีจุดขายกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ทำให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อได้สะดวกกว่า ขณะที่ราคาปลาทูนั้นถือว่าเป็นสินค้าที่มีราคาสูงมาโดยตลอดอยู่แล้ว ไม่ใช่เพิ่งปรับแพงขึ้นเฉพาะในช่วงนี้"