อำเภอปาย-เมือง-แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ยังคงประสบกับปัญหาฝุ่นควันพิษในอากาศที่เกินค่ามาตรฐานในระดับสีแดงและม่วง ขณะที่ ผวจ.บินตรวจพื้นที่ไฟป่า และออกคำสั่งห้ามเข้าป่าอนุรักษ์เด็ดขาดหลังพบไฟป่าหนัก ด้านเจ้าหน้าที่ราษฎรจิตอาสายังคงทำงานหนักในการเร่งดับไฟป่าและส่วนใหญ่ดับไม่ได้เนื่องจากเป็นเทือกเขาสูงชัน
วันที่ 1 เม.ย.69 เวลา 08.00 น.ที่ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) องค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานในการประชุมคณะทำงานศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ระดับจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ศูนย์ War Room จังหวัด) ครั้งที่ 5 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง โดยติดตามสถานการณ์สภาพอากาศและคุณภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
สรุปสถิติจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้จังหวัดแม่ฮ่องสอน ห้วงวันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2569 จำนวน 353 จุด , จุดความร้อนสะสมตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 มีนาคม 2569 จำนวน 3,851 จุด สูงสุดที่อำเภอปาย จำนวน 845 จุด โดยเกิดขึ้นสูงสุดในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 2,202 จุด
ส่วนคุณภาพอากาศประจำวันที่ 1 เมษายน 2569 (เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ณ เวลา 07.00 น.) ค่า PM2.5 สถานีอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เท่ากับ 147.3 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร , ค่า PM2.5 สถานีอำเภอแม่สะเรียง เท่ากับ 145.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ ค่า PM2.5 สถานีอำเภอปาย เท่ากับ 293.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน มีข้อสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการอนุญาตการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในระบบ Fire D ได้ติดตามสภาพอากาศ ตรวจเช็คแนวโน้มการระบายอากาศของพื้นที่ ก่อนการอนุมัติในระบบ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศรายวัน เพื่อที่จะได้เตรียมประกาศเขตให้ความช่วยเหลือในพื้นที่ต่าง ๆ และได้กำชับให้ทางอำเภอได้ประสานกับผู้นำท้องที่และท้องถิ่น ในการกำชับกับประชาชนในพื้นที่ ได้รับทราบว่าตอนนี้ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เกือบทั้งหมด ได้ประกาศเป็นพื้นที่ห้ามเข้า ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ จนถึง 30 เมษายน พ.ศ. 2569 ตามประกาศห้ามเผา เพราะว่าถ้าเข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย และตอนนี้ได้มีการจับกุมผู้กระทำความผิดตามประกาศดังกล่าว ฯ ดำเนินคดี ทั้งที่เข้าไปลักลอบล่าสัตว์ ไปจุดไฟเผาป่าเพื่อหาของป่า ให้เร่งรัดดำเนินคดีเพื่อเป็นตัวอย่าง นอกจากนี้ ได้กำชับให้ทางอำเภอ ดูแลเรื่องของจิตอาสาที่เข้าไปช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับการดูแลให้ความช่วยเหลือ ตามระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ ตลอดจนให้บูรณาการหน่วยงานดูแลตรวจตรา รวมถึงเรื่องของการประสานงานในการทำงาน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อไป
จากรายงานของจิสด้า พบจุดความร้อนของไทย 2,326 จุด ข้อมูลระบุว่า จุดความร้อนในไทย เกิดขึ้นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 1,131 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 817 จุด พื้นที่เกษตร 179 จุด พื้นที่เขต สปก. 115 จุด พื้นที่ชุมชนและอื่นๆ 77 จุด และพื้นที่ริมทางหลวง 7 จุด ขณะที่จุดความร้อนของประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุด เมียนมาร์ 4,035 จุด ลาว 3,236 จุด กัมพูชา 787 จุด เวียดนาม 586 จุด มาเลเซีย 23 จุด
นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 สาขาแม่ฮ่องสอน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบินสำรวจ และประเมินสถานการณ์ไฟป่า บริเวณดอยสันฟ้า ตำบลห้วยปูลิง และในเขตพื้นที่อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชัน ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วยทางพื้นดิน จึงต้องอาศัยอากาศยานในการโปรยน้ำเพื่อดับไฟป่า พร้อมทั้งสำรวจแหล่งน้ำเพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ใช้ในการดับไฟป่าที่บริเวณห้วยฝายคอ
ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ได้ขอกำลังจากภายนอกเข้ามาช่วย โดยได้อากาศยานจากทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้ามาช่วยจำนวน 2 ลำ มาช่วยดับไฟ สามารถบินเอาน้ำไปดับไฟในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ซึ่งเมื่อวานนี้บินดับไฟทั้งหมด 28 เที่ยว ใช้น้ำไปกว่า 14,000 ลิตร และในวันนี้ก็จะมีปฏิบัติการอีก ในจุดที่ไฟลุกลามใหญ่ และจำเป็นจะต้องใช้กำลังทางอากาศยานเข้าไปช่วยในบางส่วน เพราะว่ากำลังภาคพื้นดินเข้าไปลำบาก และไม่สามารถจะเข้าไปควบคุมพื้นที่ได้ทั้งหมด ซึ่งจากการบินสำรวจไฟป่าในหลายพื้นที่ เป็นภูเขาสูงชัน ต้องอาศัยเฮลิคอปเตอร์ในการเข้าช่วยดับไฟ โดยได้กำชับในเรื่องของการประสานงาน ในการทำงานของเฮลิคอปเตอร์ และภาคพื้นดินเข้าช่วยดับไฟในบางพื้นที่ เนื่องจากการโปรยน้ำอาจจะดับไฟไม่สนิท จึงต้องอาศัยภาคพื้นดินเข้าช่วยด้วยในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ ซึ่งขณะนี้รองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ลงพื้นที่อำเภอปาย เพื่อประสานการปฏิบัติกับภาคพื้นดินแล้วด้วย
สำหรับปัญหาไฟป่าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มาจากการลอบเผาป่าเป็นอันดับหนึ่ง ส่งผลให้หมอกควันไฟป่าลอยมาปกคลุมเต็มทุกพื้นที่ ควันไฟป่าที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเมื่อเกิดไฟป่าแล้วมีการเข้าไปดับแล้ว แต่ไม่ดับให้สนิท ยังคงมีเชื้อไฟประทุติดกับซากเศษขอนไม้กิ่งไม้ในพื้นที่ รวมไปถึงพื้นที่บนเทือกเขาสูงที่ดับไม่ได้ ส่งผลให้มีควันไฟป่าสะสมลอยขึ้นบนท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง และอีกประการหนึ่งคือควันไฟป่าในประเทศเพื่อนบ้านที่ลอยเข้ามาช่วงกลางคืน ประกอบกับในช่วงกลางคืนตั้งแต่หลังเที่ยงคืน อากาศเย็นลง มาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีน ยังมีกำลังแผ่ลงมา ทำให้ความกดอากาศดังกล่าว กดหมอกควันที่ลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ให้ลอยต่ำในบริเวณพื้นที่ที่เป็นหุบเขา ซึ่งส่วนใหญ่ บ้านเรือนของราษฎรในแต่ละอำเภอจะตั้งอยู่ในหุบเขาติดแม่น้ำ ทำให้ความหนาแน่นของกลุ่มควันมีการกว่าปกติเนื่องจากไม่มีลมมาพัดพาควันออกไปจากพื้นที่ทำให้ ค่าปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน มีค่าสูงมากเกินปกติหลายเท่าตัวและส่งผลกระทบต่อราษฎรอย่างหนัก สิ่งที่จะสามารถกำจัดควันไฟป่าได้มีแต่ฝนที่ตกลงมาเท่านั้น ส่วนมาตรการอื่นๆของทางภาครัฐเป็นแค่จิตวิทยาเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลให้หมอกควันไฟป่าลดลงได้แต่อย่างใด
จากรายงานแจ้งเตือนของป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดแม่ฮ่องสอน แจ้งเตือนกลุ่มไฟที่ลุกไหม้ต่อเนื่อง 01/04/2569 15:03 น. พบ 7 กลุ่ม ที่ลุกไหม้เกิน 6 ชม. , 1. อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ต.ห้วยโป่ง บ้านไม้ฮุง 5 จุด , 2) อ.สบเมย ต.สบเมย บ้านห้วยทีชะ 2 จุด , 3) อ.ขุนยวม ต.ขุนยวม บ้านแม่สุริน4 จุด , 4) อ.เมืองแม่ฮ่องสอน ต.ห้วยโป่ง บ้านไม้ฮุง 4 จุด , 5) อ.ปาย ต.เมืองแปง สบสา 3 จุด , 6) อ.ปาย ต.โป่งสา บ้านห้วยเดื่อ 2 จุด, 7) อ.สบเมย ต.สบเมย บ้านห้วยทีชะ 2 จุด เน้นย้ำ อาจเป็นไฟป่าขนาดใหญ่ที่ยังไม่ดับ ควรเร่งตรวจสอบ







