มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงานใหญ่ “คืนศิลป์ ให้แผ่นดินอีสาน” รื้อฟื้นการละเล่นโบราณที่สาบสูญกว่า 150 ปี เทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
เมื่อวันที่ 31 มี.ค.69 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผนึกกำลังเครือข่ายศิลปินพื้นบ้าน จัดโครงการ “คืนศิลป์ ให้แผ่นดินอีสาน” ประจำปี พ.ศ. 2569 ชูนวัตกรรมการแสดงจากหลักฐานประวัติศาสตร์ 3,000 ปี และการรื้อฟื้นศิลปะนอกสารบบที่หาชมยาก เพื่อสืบสานจิตวิญญาณบรรพชนสู่คนรุ่นหลัง ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ และ อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และชมรมดนตรีและศิลปะวัฒนธรรมไทย-จีน แห่งอุษาคเนย์ เพื่อรื้อฟื้นและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมที่กำลังเลือนหาย
ไฮไลต์สำคัญของการจัดงานคือ การนำเสนอศิลปะการละเล่นนอกสารบบที่ไม่เคยปรากฏในหลักสูตรการศึกษาใดมาก่อน โดยเฉพาะพิธีกรรมโบราณที่สูญหายไปจากภาคอีสานนานกว่า 150 ปี รวมถึงการแสดงชุด “อรุณรุ่งแห่งอุษาคเนย์” ซึ่งเป็นนวัตกรรมศิลปะการแสดงที่สร้างสรรค์จากการศึกษาทางมานุษยวิทยา โดยถอดรหัสลวดลายจากเครื่องมือสำริดอายุราวกว่า 3,000 ปี เพื่อเชื่อมโยงรากเหง้าวัฒนธรรมร่วมในดินแดนอุษาคเนย์ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
นอกจากนี้ ภายในงานยังประกอบด้วยกิจกรรมเชิงวิชาการและภาคปฏิบัติที่เข้มข้น อาทิ การเสวนาหัวข้อ “หมอลำสู่สากล”, การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การเป่าแคนประกอบลำกลอนสังวาสอุบลฯ และลำกลอนทำนองขอนแก่น-พุทไธสง รวมถึงการจัดแสดงศิลปะบาติกย้อมคราม และการบรรยายความเชื่อมโยงระหว่างคติชนไทย-จีน ผ่านความเชื่อเรื่อง “ศาลปึงเถ่ากงม่า” และวัฒนธรรมอาหารแต้จิ๋ว
ในภาคค่ำ มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดพิธีถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพิธีเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพและวันอนุรักษ์มรดกไทย ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” พร้อมทั้งพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ศิลปินเครือข่ายพื้นบ้านอีสาน ประจำปี 2569
โครงการ “คืนศิลป์ ให้แผ่นดินอีสาน” จึงถือเป็นภารกิจสำคัญของสถาบันการศึกษาในการทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงอดีตสู่ปัจจุบัน ผ่านความมุ่งมั่นและศรัทธาของเหล่าคณาจารย์ นิสิต และศิลปินพื้นบ้าน เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณแห่งบรรพชนอีสานให้คงอยู่คู่แผ่นดินไทยอย่างยั่งยืน








