วันที่ 29 มี.ค.69 สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและเพื่อนบ้าน ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวและภาคเกษตรกรรม ภาคการขนส่งของจังหวัดตราดอย่างหนักจนส่งผลกระทบในวงกว้าง ซึ่งนางวิภา สุเนตร ประธานหอการค้าจังหวัดตราด และกรรมการหอการค้าไทย เจ้าของโรงแรมบ้านปู้รีสอร์ท เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดตราดได้รับผลกระทบจากหลายสถานการณ์ต่อเนื่องกันส่งผลต่อธุรกิจและสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก เพราะต้องเผชิญวิกฤตซ้ำซ้อนทั้งค่าน้ำมันพุ่งสูง และสถานการณ์ชายแดน รวมทั้งสงครามการสู้รบในตะวันออกกลาง ทำให้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่ธุรกิจเรือโดยสาร โรงแรม ร้านอาหาร ไปจนถึงภาคการเกษตร ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ภาคเอกชนไม่สามารถแก้ไขได้ เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาล จึงอยากเห็นรัฐบาลเลิกอ้างเหตุผลหรือข้อจำกัดต่างๆ ทั้งเรื่องสถานการณ์รักษาการทีทยังทำอะไรมากไม่ได้ เร่งออกมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรมก่อนธุรกิจท้องถิ่นจะล่มสลายหลังจบเทศกาลสงกรานต์ เพราะจากการหารือกับผู้ประกอบการโรงแรมด้วยกันพบว่าธุรกิจท่องเที่ยวซบเซาจากยอดจองดิ่งไปกว่า 30% และโรงแรมดังได้รับผลกระทบต่อเนื่องและเริ่มทยอยปิดตัวกันแล้ว
“มาถึงวันนี้ การสู้รบในตะวันออกกลางก็กินเวลา 1 เดือนแล้ว และสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เหลืออีก 2-3 เดือนก็จะครบ 1 ปี สถานการณ์แบบนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดตราดไปไม่รอดแน่ วันนี้พบว่ากลุ่มนักท่องเที่ยวเริ่มชะลอการเดินทางเนื่องจากมองว่าการท่องเที่ยวเป็น“สินค้าฟุ่มเฟือย"และควรจะหยุดการเดินทางไว้ก่อนในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยพบว่ายอดจองที่พักในช่วงต้นเดือนเมษายนลดลงถึง 20-30% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากปัญหาราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก ซึ่งเข้ามาเป็นละลอกล่าสุด ทำให้ ล่าสุดมีรายงานว่าโรงแรมแบรนด์ดังอย่าง "เซ็นทารา ชาน ทะเล" (ตั้งอยู่ที่ต.แหลมกลัด อ.เมือง จ.ตราด ใกล้กับบ้านท่าเส้น ซึ่งเป็นพื้นที่การสู้รบกับกัมพูชา ที่บ้านทมอดา)ในเครือเซ็นทรัลเตรียมปิดตัวลงในสิ้นเดือนเมษายนนี้ และมีอีกหลายแห่งในอำเภอเกาะช้างก็จะปิดลงเช่นกัน เพียงแต่รอนักท่องเที่ยวในช่วงสงกรานต์ก่อนจึงจะปิดตัวลง ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่ต่างตั้งความหวังไว้ที่ "เฮือกสุดท้าย" ก่อนจะประเมินสถานการณ์ว่าจะดำเนินธุรกิจต่อไปได้หรือไม่“ประธาจหอการค้าจังหวัดตราดกล่าว
ประธานหอการค้าจังหวัดตราด กล่าวอีกว่า ธุรกิจที่พักและร้านอาหารในพื้นที่เริ่มแบกรับต้นทุนไม่ไหว โดยเฉพาะร้านอาหารทะเลที่ต้องเผชิญกับภาวะของสดขาดแคลนเนื่องจากเรือประมงหยุดวิ่งจากปัญหาน้ำมัน ทำให้ต้องแช่อาการทะเลไว้ในห้องเย็นเพื่อรอการจำหน่าย ขณะภาคเกษตรก็รับภาระจากราคาน้ำมันสูงเพราะต้องใช้น้ำมันใส่เครื่องสูบน้ำดึงน้ำเข้าสวนผลไม้ และยังถูกพ่อค้าจีนและรัฐบาลจีนคุมเข้มมาตรการนำเข้า-ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์
ในส่วนของภาคการเกษตร โดยเฉพาะทุเรียนและผลไม้ฤดูกาลที่กำลังออกสู่ตลาด พบปัญหาใหญ่ 2 ด้าน คือ:1. ต้นทุนขนส่ง: ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกระทบต่อระบบโลจิสติกส์การส่งออกไปจีน และ 2. มาตรการตรวจสอบ: ประเทศจีนเข้มงวดเรื่องการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และมาตรฐานความสะอาด ทำให้เกษตรกรต้องเร่งปรับตัวทำ Branding และระบบ QR Code เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับการส่งออก ซึ่งอาจซ้ำรอยวิกฤตในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาด้วย
นางวิภายังได้เสนอทางออกให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งดำเนินการดังนี้:
1)มาตรการทางการเงิน: ขอให้รัฐสั่งการธนาคารปล่อยกู้ SME โดยใช้เกณฑ์พิเศษเหมือนช่วงโควิด (ไม่ดู Statement ย้อนหลังในช่วงที่ขาดทุน) และขอให้รัฐช่วยซัพพอร์ตดอกเบี้ยเพื่อให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง
2)การบริหารจัดการท้องถิ่น: เสนอให้ท้องถิ่นจัดระบบขนส่งสาธารณะเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ลดการนำรถส่วนตัวลงเกาะเพื่อประหยัดน้ำมัน และทำโปรโมชันกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น นำใบเสร็จค่าน้ำมันมาแลก Voucher ส่วนลดร้านอาหาร
3)การทำงานเชิงรุก: เรียกร้องให้กระทรวงมหาดไทยร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ตั้ง "War Room" ลงพื้นที่ระดับรากหญ้าเพื่อช่วยเกษตรกรบริหารจัดการผลผลิต แทนการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
"ตอนนี้ทุกคนเหมือนต้องก้มหน้ารับชะตากรรม รัฐบาลมักอ้างว่าเป็นช่วงรักษาการต้องรอ กกต. อนุมัติ แต่ในความเป็นจริงปัญหาปากท้องประชาชนรอไม่ได้ รัฐควรใส่เกียร์เดินหน้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่มากกว่านี้" นางวิภาสะท้อนถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบ
ภูมิภาค-24








