วันที่ 25 มีนาคม 2569 นางสาวเจนจิรา กงทอง ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญต่อการผลิตสินค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ตลอด 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบเจอปัญหาขนส่งทั้งไม่มีน้ำมันเติมรถและเรือไม่สามารถเข้ามารับสินค้าไม่ได้ตามกำหนดอีก ซึ่งเอกชนต้องการขอให้มีน้ำมันเพียงพอไว้ก่อน เนื่องจากโรงงานต้องเดินเครื่องจักรต่อเนื่อง หากหยุดจะกระทบต่อลูกจ้างและผู้บริโภค
ล่าสุดที่เห็นชัดเจนคือสินค้าที่ใช้ปิโตรเลียมเป็นกระบวนการผลิต เช่นเม็ดพลาสติก กลุ่มเวชภัณฑ์ยา พวกบรรจุภัณฑ์ หมวดที่เป็นโลหะ อลูมิเนียม สแตนเลส ฯ เริ่มทยอยขึ้นราคา 15-20 % เนื่องจากต้นทุนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวให้องค์กรสามารถอยู่รอดได้
ทั้งนี้เริ่มมีสัญญาณที่ดี หลังรัฐบาลได้รวบรวมข้อมูลความเดือดร้อนและพูดคุยกับโรงกลั่น แต่ต้องมีมาตรการแบ่งเป็นรายกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ ดีกว่าอั้นไว้ ให้ปล่อยน้ำมันออกมาและขยับราคาขึ้นรวมทั้งมีให้เติมด้วย แนวทางช่วยเหลือให้เงินอุดหนุนในแง่ของราคา อาจเป็นในรูปแบบคูปองชดเชยหรือจัดสรรให้มีแหล่งเติมน้ำมันในราคาถูก กลไกสภาพคล่องทางการเงินช่วยเอกชนทุกระดับ เช่นดอกเบี้ยต่ำ ด้านภาษีงดเว้นการจัดเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายเพื่อให้เอกชนมีกระแสเงินสดใช้จ่ายในกิจการรวมทั้งส่งเสริมใช้พลังงานทดแทนโดยให้สิทธิประโยชน์กลุ่มที่ลงทุน เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดต้องรีบดำเนินการ
ด้านนายกิตติศักดิ์ ประเทืองชัยศรี นายกสมาคมขนส่งภาคอีสาน กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ รับเสียงสะท้อนจากสมาชิกในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งบริษัท,ห้างหุ้นส่วนและอิสระจำนวน 610 แห่ง มีรถบรรทุกสินค้ากว่า 5 หมื่นคัน แยกเป็นประเภทสินค้าเกษตร 60 % วัสดุก่อสร้างและสินค้าโรงงานตามสัดส่วน ระบุยังมีบางปั๊มไม่มีน้ำมันดีเซล ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามถนนสายรอง ส่วนปั๊ม ปตท. พีที บางจาก ฯ ผ่อนคลายขึ้นให้เติมแต่จำกัดไม่เกิน 100 ลิตร เราต้องบริหารจัดการประคับประคองธุรกิจขนส่งสินค้าซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปได้ มิเช่นนั้นถ้าระบบโลจิสติกส์มีปัญหาทุกอย่างปั่นป่วนแน่







