วันที่ 23 มี.ค.69 สถานการณ์พลังงานในจังหวัดจันทบุรี ทวีความตึงเครียดถึงขีดสุด พ.ต.อ.ธราเทพ ตูพานิช รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี ต้องนำกำลังชุดสืบสวนบูรณาการร่วมกับพาณิชย์จังหวัดและพลังงานจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานีบริการน้ำมันและด่านความมั่นคงชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดกั้นขบวนการฉวยโอกาส “ลักลอบขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกประเทศ” หลังพบสัญญาณผิดปกติในพื้นที่ชายแดนที่น้ำมันเริ่มขาดมือ
ขณะที่ นายชลธี ภิบาลชนม์ ผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน หจก.กนกรุ่งเรืองบริการมะขาม เปิดเผยตัวเลขที่น่าวิตกว่า ปัจจุบันได้รับการจัดสรรน้ำมันลดลงอย่างน่าตกใจ จากเดิมเคยได้รับเฉลี่ยวันละ 18,000 ลิตร กลับเหลือเพียง 6,000 - 10,000 ลิตร ซึ่งไม่ถึงครึ่งของความต้องการจริง ทำให้ทางปั๊มจำใจต้อง "จำกัดการจำหน่ายต่อคัน" เพื่อประคับประคองให้น้ำมันกระจายถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด พร้อมยืนยันไม่มีการกักตุน แต่ของมีจำกัดจริงๆ
วิกฤตครั้งนี้ในจันทบุรีดูจะรุนแรงกว่าจังหวัดอื่นหลายเท่า เนื่องจากเป็นช่วง "นาทีทอง" ที่ผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกสู่ตลาดต้นฤดูกาล ซึ่งต้องใช้รถบรรทุกขนส่งเป็นหลัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาพอันน่าสลดใจ เกษตรกรและรถขนส่งต้องนำรถมาจอดรอคิวหน้าปั๊มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อลุ้นน้ำมันหยดสุดท้าย แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเปิดขาย น้ำมันก็หมดเกลี้ยง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ประชาชนต้องแห่ "ชี้เป้า" ตามหาปั๊มที่มีน้ำมันกันจลาจลย่อมๆ
นอกจากน้ำมันจะหายากแล้ว ประชาชนยังต้องแบกรับความกดดันจาก "ราคาน้ำมันที่จะปรับขึ้นในวันพรุ่งนี้" กลายเป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก มีเงินในกระเป๋าแต่ไม่มีน้ำมันให้เติม อย่างไรก็ตาม ภาพการตรวจด่านความมั่นคงอาจช่วยลดการรั่วไหลได้ส่วนหนึ่ง แต่สิ่งที่ชาวจันทบุรีต้องการคือ "มาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม" ในการจัดสรรโควตาน้ำมันให้สอดคล้องกับพื้นที่เศรษฐกิจเกษตร หากปล่อยให้เครื่องจักรขนส่งหยุดชะงักเพราะไร้น้ำมันเพียงไม่กี่วัน ความเสียหายจะลามไปถึงห่วงโซ่ส่งออกผลไม้ระดับประเทศ รัฐบาลต้องเร่งเติมน้ำมันเข้าสู่ระบบก่อนที่ความอดทนของรากหญ้าจะหมดลง








