ความคืบหน้าคดีคนร้ายยกตู้เซฟน้ำหนักกว่า 250 กิโลกรัม ของอินฟลูเอนเซอร์สายอาหารชื่อดัง “มดออย” ซึ่งภายในบรรจุทรัพย์สินมูลค่ากว่า 3 ล้านบาท ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยาน เพื่อเร่งคลี่คลายคดี
เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2569 หลัง น.ส.พรรณราย ผู้เสียหาย ได้นำเอกสารการแจ้งความเข้าแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่เห็นตู้เซฟยังอยู่ภายในห้องพักคือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ก่อนจะมาทราบอีกครั้งว่าตู้เซฟหายไปในคืนวันที่ 14 มีนาคม เวลาประมาณ 23.30 น. หลังจากแฟนหนุ่มเปิดตู้บิวต์อินภายในห้องและพบว่าตู้เซฟที่ซ่อนไว้ด้านในได้หายไป ทำให้รู้สึกตกใจอย่างมาก เนื่องจากตู้เซฟมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก
จากการตรวจสอบทรัพย์สินภายในตู้เซฟ พบว่ามีทองคำแท่งรวม 35 บาท ได้แก่ ทองคำแท่งหนัก 10 บาท จำนวน 2 แท่ง ทองคำแท่งหนัก 5 บาท จำนวน 2 แท่ง และทองคำแท่งหนัก 1 บาท จำนวน 5 แท่ง นอกจากนี้ยังมีทรัพย์สินอื่นอีกหลายรายการ อาทิ สร้อยข้อมือเลสหลวงพ่อรวย น้ำหนัก 4 บาท เลี่ยมกรอบทองคำหนัก 1 บาท มูลค่าประมาณ 100,000 บาท และเหรียญหลวงพ่อคูณเลี่ยมกรอบทองคำ มูลค่าประมาณ 10,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมดกว่า 3 ล้านบาท
ผู้เสียหายเปิดเผยว่า ภายในห้องพักไม่พบร่องรอยการงัดแงะหรือการรื้อค้นทรัพย์สินอื่น ๆ ขณะที่ประตูห้องยังอยู่ในสภาพปกติ จึงเชื่อว่าคนร้ายอาจเข้ามาก่อเหตุในช่วงที่ไม่มีใครอยู่ และน่าจะมีการวางแผนมาเป็นอย่างดี เนื่องจากตู้เซฟมีน้ำหนักมาก คาดว่าคนร้ายน่าจะมีมากกว่า 1 คน และอาจต้องใช้กำลังอย่างน้อย 3 คนในการเคลื่อนย้าย
ด้าน พล.ต.ต.ณรงค์ศักดิ์ พรหมทา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า ภายหลังได้รับแจ้งความ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุทันที พร้อมประสานเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและนิติวิทยาศาสตร์เข้าตรวจเก็บพยานหลักฐานภายในห้องพักอย่างละเอียด
ขณะเดียวกัน ชุดสืบสวนได้เร่งตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดภายในคอนโดมิเนียม ซึ่งมีติดตั้งอยู่หลายจุด โดยพบว่าช่วงเวลาที่ผู้เสียหายยังพบทรัพย์สินครั้งสุดท้ายคือวันที่ 21 กุมภาพันธ์ และมาทราบว่าทรัพย์สินสูญหายในวันที่ 14 มีนาคม ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังหลายวัน
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่พบข้อมูลบางส่วนที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี และได้สอบปากคำพยานไปแล้วประมาณ 3–4 ปาก ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม รวมทั้งรอผลตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อนำมาประกอบกับพยานบุคคลและพยานแวดล้อม ก่อนสรุปข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ทั้งนี้ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ยืนยันว่า คดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานลักทรัพย์ และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างรอบคอบ พร้อมให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย แม้ว่าคดีนี้จะได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนและประชาชนจำนวนมากก็ตาม








