วันที่ 15 มี.ค.69 นายกัณฑ์พงศ์ สุระวรรณวิจิตร ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ให้สัมภาษณ์แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ราคาพลังงานที่ผันผวนและปริมาณน้ำมันที่เริ่มตึงตัว ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ ทั้งในด้านต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ระบุว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการหลายภาคส่วนต้องเผชิญต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10–20% โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับ เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งมีการปรับราคาสูงขึ้นแล้วประมาณ 5–15% ส่งผลต่อราคาสินค้าในห่วงโซ่การผลิตและมีแนวโน้มกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง “สถานการณ์พลังงานในปัจจุบันถือเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจภูมิภาค หากไม่มีมาตรการบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอและรักษาเสถียรภาพด้านราคา อาจทำให้ต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นเป็นวงกว้างและกระทบต่อประชาชนโดยตรง“ พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐเร่งกำหนด แผนสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างน้อย 60–90 วัน ควบคู่กับมาตรการพยุงราคาพลังงานในช่วงภาวะวิกฤติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจในภูมิภาค
ด้าน นายจิณณ์ ชัยรัตน์ รองประธานหอการค้าจังหวัดอุดรธานี ฝ่ายพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาปริมาณน้ำมันที่ไม่เพียงพอเริ่มส่งผลต่อ การขนส่งผลผลิตทางการเกษตร อย่างชัดเจน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลักของจังหวัด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และอ้อย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบขนส่งต่อเนื่องไปยังตลาดปลายทาง “ขณะนี้เกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ประกอบการด้านการขนส่งบางส่วนเริ่มประสบปัญหา น้ำมันไม่เพียงพอต่อการลำเลียงผลผลิต ทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นแล้วไม่น้อยกว่า 15% และมีความเสี่ยงที่ผลผลิตจะตกค้างหรือส่งมอบล่าช้า ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง”
รองประธานหอการค้าฯ ยังเสนอให้มีมาตรการช่วยเหลือในภาคการเกษตร เช่น การจัดสรรน้ำมันสำหรับภาคการขนส่งสินค้าเกษตร การสนับสนุนค่าขนส่ง และการดูแลเสถียรภาพราคาพลังงาน เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาดังกล่าวลุกลามกระทบต่อกำลังซื้อและเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ ทั้งนี้เห็นว่าการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ จะมีส่วนสำคัญในการประคองเศรษฐกิจฐานราก ลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและเกษตรกร และสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจจังหวัดในระยะต่อไป
ภูมิภาค-66








