ข่าวภูมิภาค

อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านคลุ้มคลั่ง บุกพังบ้านขู่ฆ่านักข่าว สัตหีบ ตร.เร่งไล่กล้องล่าตัว

แชร์ข่าว

ระทึกกลางดึก!! อดีตผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบุกพังรั้วบ้านนักข่าวในอำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี ขู่ฆ่าถึงหน้าห้องนอน ทำครอบครัวผวาต้องพาลูกย้ายหนีออกจากบ้านชั่วคราว ขณะที่ตำรวจ สภ.สัตหีบ เร่งไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดี

จากกรณี เมื่อเวลา 03.00 น. ของวันที่ 14 มี.ค.69 ร.ต.อ.มินทราทิพย์ ทองใส รองสารวัตรสอบสวน สภ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งเหตุชายมีอาการคลุ้มคลั่ง พร้อมอาวุธไม่ทราบชนิด บุกพังรั้วบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 5 ตำบลสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ก่อนบุกเข้าไปภายในบ้านถึงหน้าห้องนอน พร้อมตะโกนด่าทอและข่มขู่ ทำให้ประตูรั้วหน้าบ้านได้รับความเสียหาย พร้อมขู่ฆ่า คาดว่าผู้ก่อเหตุใช้อาวุธบางอย่างทุบจนพังเสียหาย

นอกจากนี้ ยังพบร่องรอยการงัดประตูกระจกบานเลื่อนหน้าบ้าน และรอยเท้าเดินเข้าไปภายในตัวบ้านจนถึงบริเวณหน้าห้องนอน โดยประตูห้องนอนถูกทุบเป็นรูได้รับความเสียหาย และพยายามบุกเข้าไปด้านใน ซึ่งขณะเกิดเหตุมีผู้สื่อข่าว แฟน และลูก อยู่ภายในห้องนอน ต่างตกใจหวาดกลัวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน (14 มี.ค.69) ความคืบหน้าล่าสุด พ.ต.อ.คมสรร คำตุ่นแก้ว ผกก.สภ.สัตหีบได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เกรียงไกร มีแสง รองผู้ ผกก. สืบสวน สภ.สัตหีบ พร้อมตำรวจชุดสืบสวน สภ.สัตหีบ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและไล่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่โดยรอบพบว่า ในช่วงเวลา 03.18 น. มีรถจักรยานยนต์ คันหนึ่ง ซึ่งคาดว่าเป็นของผู้ก่อเหตุ ขี่เข้ามาในซอยมุ่งหน้าไปยังบ้านผู้สื่อข่าว ก่อนจะมีเสียงดังภายในบ้าน

เพื่อนบ้านรายหนึ่งเล่าว่า ในคืนเกิดเหตุเห็นรถจักรยานยนต์ ของผู้ก่อเหตุเลี้ยวเข้ามาบริเวณหน้าบ้านผู้สื่อข่าว ก่อนจะลงมือทำลายรั้วบ้าน พร้อมตะโกนโวยวายและบุกเข้าไปภายในบ้าน โดยมีเสียงเอะอะโวยวายอยู่นานประมาณ 10 นาที ก่อนผู้ก่อเหตุจะขี่รถจักรยานยนต์ หลบหนีออกไป

ภายหลังเกิดเหตุ นายเอกสิทธิ์ ผู้สื่อข่าว พร้อมภรรยา ได้เก็บข้าวของจำเป็นและพาลูกย้ายออกจากบ้านเป็นการชั่วคราว เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เพราะก่อนหน้านี้ผู้ก่อเหตุเคยมีพฤติกรรมโพสต์ข้อความในโลกโซเชียลลักษณะข่มขู่ หลังจากมีการเข้าแจ้งความไว้แล้ว แต่กลับเกิดเหตุบุกทำลายบ้าน จึงเกรงว่าในช่วงเวลากลางคืนอาจกลับมาก่อเหตุซ้ำอีก

ขณะเดียวกัน ทางสมาคมนักข่าวพัทยา ได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการคุกคามการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเร็ว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับนักข่าวและประชาชนในพื้นที่ต่อไป