วันนี้ (4 มี.ค. 69) เวลา 13.30 น. ที่ห้องกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นประธานการประชุม Situation Awareness Team (SAT) ติดตามสถานการณ์และการดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือมีสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 และจุดความร้อนเพิ่มมากขึ้น ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สำหรับจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าให้เร่งเข้าควบคุมไฟและทำแนวกันไฟ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ไฟลุกลามขยายวงกว้าง รวมถึงบูรณาการท้องถิ่น/ท้องที่เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเผา นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 4 - 6 มี.ค. 69 คาดว่าจะเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อนขึ้นหลายพื้นที่ ขอให้จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงวันดังกล่าวด้วย โดยมี ผู้แทนสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (GISTDA) กรมอุตุนิยมวิทยา ผู้แทนกรมควบคุมมลพิษ ผู้แทนสำนัก/กองส่วนกลาง ปภ. ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่เสี่ยงภัยเข้าร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 และการเกิดจุดความร้อนในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ มีแนวโน้มที่ทางภาคเหนือจะมีสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 มากขึ้นในระยะนี้ ประกอบกับพบว่ามีจุดความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ภาคเหนือมีเพิ่มมากขึ้น โดยเมื่อวานนี้ ข้อมูลจาก GISTDA ได้ตรวจพบจุดความร้อนในภาพรวมประเทศ จำนวน 1,967 จุด โดยส่วนใหญ่จุดความร้อนสูงสุดในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 878 จุด รองลงมาคือ พื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 551 จุด และพื้นที่การเกษตร จำนวน 206 จุด โดย 5 จังหวัดที่มีจุดความร้อนสะสมสูงสุด ได้แก่ จังหวัดลำปาง แพร่ ลำพูน เชียงใหม่ และจังหวัดตาก เนื่องจากสถานการณ์จุดความร้อนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีแนวโน้มฝุ่นละอองเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้ว่าจากการพยากรณ์อากาศในวันนี้ จนถึงวันที่ 6 มี.ค. 69 ประเทศไทยมีแนวโน้มเกิดพายุฤดูร้อนขึ้นในหลายพื้นที่ แต่คาดว่าพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบหลัก คือ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง โดยภาคเหนืออาจจะได้รับผลกระทบบางพื้นที่เท่านั้น ดังนั้น 17 จังหวัดภาคเหนือ จึงจำเป็นที่จะต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษในระยะนี้
สำหรับการดำเนินงานแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดลำพูน มีจุดความร้อนเกิดขึ้นในพื้นที่ป่ามากกว่า 90% บวกกับสภาพภูมิประเทศของจังหวัดลำพูนเป็นแอ่งกระทะ และมีการระบายอากาศค่อนข้างน้อย ส่งผลให้ค่าฝุ่น PM2.5 สูงขึ้นถึง 99 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ต้นฤดูกาลฝุ่น โดยฉีดพ่นละอองน้ำ จัดห้องปลอดฝุ่น และแจกจ่ายหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่น โดยขณะนี้ในพื้นที่ได้เกิดสถานการณ์ไฟป่าขึ้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 เกิดเหตุไฟป่าในพื้นที่ รวม 3 อำเภอ 6 ตำบล 14 แห่ง ความเสียหายประมาณ 935 ไร่ บริเวณดอยพระบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง บริเวณอ่างเก็บน้ำแม่สาน เขตป่าสงวนแหล่งชาติแม่ทา อำเภอเมืองลำพูน บริเวณอุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยผาเมือง อำเภอแม่ทา ปัจจุบันดับไฟป่าได้แล้ว 12 แห่ง คงเหลืออีก 2 แห่ง ได้แก่ บริเวณดอยพระบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง และบริเวณอ่างเก็บน้ำแม่สาน อำเภอเมืองลำพูน ทั้งนี้ ปภ. ร่วมกับ ทบ. ได้สนับสนุนเฮลิคอปเตอร์ KA -32 บินลาคตะเวนและทิ้งน้ำดับไฟป่า จำนวน 27 เที่ยวบิน ประมาณน้ำ 81,000 ลิตร และหน่วยงานในพื้นที่ได้บูรณาการร่วมกันเข้าพื้นที่เพื่อดับไฟป่า และจัดทำแนวกันไฟ เพื่อไม่ให้ไฟป่าลุกลามขยายวงกว้างมากขึ้น รวมถึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ตลอด 24 ชั่วโมง
นายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ. กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงขอเน้นย้ำให้ทุกจังหวัดเฝ้าระวัง ติดตามสถานการณ์ สภาพอากาศ รวมถึงปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เป็นแหล่งกำเนิดของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง สำหรับจังหวัดที่มีสถานการณ์ไฟป่าหรือไฟไหม้พื้นที่การเกษตรให้บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าควบคุมไฟและทำแนวกันไฟทันที เพื่อสกัดกั้นการลุกลามให้อยู่ในวงจำกัด รวมทั้งประสานอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มความเข้มข้นในการลาดตระเวนเพื่อป้องกันการลักลอบเผาในพื้นที่ พร้อมกันนี้ ขอให้จังหวัดและศูนย์ป้องกันบรรเทาสาธารณภัยเขต นำแนวทาง การขับเคลื่อนโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ของศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขต 10 ลำปาง ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำแนวป้องกันไฟเปียก (Wet Fire Break) การจัดชุดปฏิบัติการเฝ้าระวังในพื้นที่ การฝึกอบรมเครือข่ายภาคประชาชน โดยสามารถนำไปปรับใช้ดำเนินงานในพื้นที่ของตนเองได้ตามความเหมาะสม รวมถึงบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนให้มีเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่
"นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 4 - 6 มี.ค. 69 มีหลายจังหวัดอาจเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อนขึ้นในพื้นที่ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานคร จึงขอให้จังหวัดเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในช่วงวันดังกล่าว พร้อมประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดชุดเคลื่อนที่เร็ว เตรียมพร้อมเครื่องมือ อุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฎิบัติการ รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนให้ติดตามพยากรณ์อากาศและปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนอย่างเคร่งครัด ตลอดจนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งปลูกสร้างให้อยู่ในสภาพมั่นคง แข็งแรง หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา หรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่มั่นคงแข็งแรง เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกล้มทับ รวมถึงระหว่างอันตรายจากฟ้าผ่าด้วย” นายชัยรัตน์ รองอธิบดี ปภ.








