วันที่ 3 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์ หลังร้านขายไข่เจียวบุฟเฟต์ในตลาดแห่งหนึ่งใน จ.อุดรธานี ถูกร้องเรียนว่ามีการใช้แรงงานเด็กอายุ 12 ปี ทำงานจนดึก ส่งผลให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดอุดรธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบรวม 3 ครั้ง พร้อมแจ้งเตือนว่า หากพบการกระทำผิดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน อาจมีโทษปรับตั้งแต่ 400,000–700,000 บาท
สองสามีภรรยาเจ้าของร้านได้ร้องขอความเป็นธรรมผ่านเพจ “เฮียเปี๊ยกช่วยด้วย” โดยยืนยันว่าเด็กชายวัย 12 ปี ไม่ได้เป็นลูกจ้าง แต่เป็นเครือญาติที่มาอาศัยอยู่ด้วยกัน
น.ส.นุช (นามสมมติ) อายุ 40 ปี เจ้าของร้าน เปิดเผยว่า ด.ช.เอ็ม (นามสมมติ) อายุ 12 ปี เป็นน้องชายแท้ ๆ ของแฟนสาวหลานตนเอง เด็กมีปัญหาครอบครัว พ่อแม่ติดยาเสพติดและแยกทางกัน จึงย้ายจาก จ.นนทบุรี มาอยู่ที่ จ.อุดรธานี ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568 เพื่อให้มีที่พักพิงและได้เรียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง
เจ้าของร้านเล่าว่า ครอบครัวประกอบอาชีพขายไข่เจียวบุฟเฟต์ช่วงเย็นตั้งแต่เวลา 18.00 น. ไปจนถึงประมาณตีสอง โดยจ้างเฉพาะหลานชายและแฟนสาวช่วยงาน ส่วน ด.ช.เอ็ม ไม่ได้ถูกจ้างทำงาน แต่เนื่องจากไม่อยากอยู่ห้องพักคนเดียว จึงขอมาที่ร้าน และเมื่อมาแล้วก็มักช่วยหยิบจับงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ยกไข่ หรือช่วยจัดของ ด้วยความสมัครใจ เพราะอยากตอบแทนบุญคุณ
“เราบอกให้อยู่ห้องพักก็ได้ ไม่ต้องมาช่วย แต่น้องอยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องโทรหาพี่สาว เลยให้มาอยู่ที่ร้านด้วย แต่จะให้พักผ่อนประมาณ 4-5 ทุ่ม ไม่ได้ให้ทำงานจนดึก” น.ส.นุชกล่าว พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาใช้แรงงานเด็ก และพร้อมดูแลส่งเสียให้เรียนจนจบ
หลังถูกร้องเรียน เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและสอบถามข้อเท็จจริงหลายครั้ง ทำให้ครอบครัวรู้สึกกังวลและกดดัน โดยเฉพาะเด็กชายที่เกิดความเครียด ถึงขั้นตั้งใจว่าจะบวชหลังเรียนจบชั้น ป.6 เพื่อไม่ให้เป็นภาระของครอบครัว
ด้าน ด.ช.เอ็ม กล่าวว่า รู้สึกมีความสุขที่ได้อยู่กับน้า มีที่พักและได้เรียนหนังสือ การมาที่ร้านเป็นความสมัครใจ เพราะอยากช่วยเหลือผู้มีพระคุณ ไม่ได้ถูกบังคับ พร้อมยอมรับว่าเคยคิดว่าเมื่อ จบ ป.6 จะบวช เพราะไม่อยากเป็นภาระของน้าและพี่สาว แต่น้าไม่อยากให้ไปและพร้อมจะดูแลและส่งเสียให้เรียนต่อก็รู้สึกดีใจ
ขณะที่ นายภาณุมาศ จิตรวศินกุล เจ้าของเพจ “เฮียเปี๊ยกช่วยด้วย” ระบุว่า จากการตรวจสอบพบว่าเด็กและเจ้าของร้านมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติจริง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยงานควรพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสภาพจิตใจเด็ก และไม่ตกเป็นเครื่องมือของความขัดแย้งส่วนตัว ทั้งนี้มีข้อมูลว่าร้านเคยมีปัญหากับผู้ค้ารายใกล้เคียงมาก่อน







